หมวด: ข้อสอบใบขับขี่ กฎหมายแพ่งพาณิชย์และกฎหมายอาญา
มีข้อสอบทั้งหมด 62 ข้อ
1
กรณีตามข้อใดที่ผู้ขับรถต้องรับผิดทางอาญา?
1.
ขับรถประมาทชนผู้อื่นถึงแก่ความตาย
2.
ขับรถนายจ้างไปชนรถคันอื่นได้รับความเสียหายโดยเจตนา
3.
ขับรถด้วยความเร็วเฉี่ยวคนกำลังข้ามทางม้าลายล้มแขนหัก
4.
ถูกทุกข้อ
คำอธิบายเพิ่มเติม
ความรับผิดทางอาญาจะเกิดขึ้นเมื่อการกระทำนั้นเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ไม่ว่าจะเป็นการกระทำโดยเจตนาหรือโดยประมาทก็ตาม ซึ่งสถานการณ์ทั้งสามกรณีล้วนเป็นความผิดทางอาญาทั้งสิ้น ได้แก่
* **การขับรถประมาทจนมีผู้เสียชีวิต** เป็นความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย (มาตรา 291)
* **การเจตนาขับรถชนรถคันอื่นจนเสียหาย** เป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ (มาตรา 358) ซึ่งเป็นความผิดทางอาญาเฉพาะตัวของผู้ขับขี่ แม้จะอยู่ระหว่างการทำงานให้นายจ้างก็ตาม
* **การขับรถเฉี่ยวชนคนบนทางม้าลายจนแขนหัก** การกระดูกหักจัดเป็น "อันตรายสาหัส" ตามกฎหมาย จึงเป็นความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส (มาตรา 300)
เนื่องจากทุกกรณีที่กล่าวมาเป็นเหตุให้ผู้ขับขี่ต้องได้รับโทษทางอาญา (จำคุก หรือ ปรับ) ทั้งหมด ตัวเลือก "ถูกทุกข้อ" จึงเป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุด
* **การขับรถประมาทจนมีผู้เสียชีวิต** เป็นความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย (มาตรา 291)
* **การเจตนาขับรถชนรถคันอื่นจนเสียหาย** เป็นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ (มาตรา 358) ซึ่งเป็นความผิดทางอาญาเฉพาะตัวของผู้ขับขี่ แม้จะอยู่ระหว่างการทำงานให้นายจ้างก็ตาม
* **การขับรถเฉี่ยวชนคนบนทางม้าลายจนแขนหัก** การกระดูกหักจัดเป็น "อันตรายสาหัส" ตามกฎหมาย จึงเป็นความผิดฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส (มาตรา 300)
เนื่องจากทุกกรณีที่กล่าวมาเป็นเหตุให้ผู้ขับขี่ต้องได้รับโทษทางอาญา (จำคุก หรือ ปรับ) ทั้งหมด ตัวเลือก "ถูกทุกข้อ" จึงเป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุด
2
บุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แบ่งออกได้ดังนี้
1.
บุคลคลธรรมดา นิติบุคคล สมาคม
2.
บุคลคลธรรมดา นิติบุคคล
3.
บุคลคลธรรมดา นิติบุคคล องค์การบริหารส่วนจังหวัด
4.
บุคลคลธรรมดา บริษัทจำกัด สมาคม
คำอธิบายเพิ่มเติม
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้รับรองสถานะของ "บุคคล" ไว้เพียง **2 ประเภทหลัก** เท่านั้น คือ **บุคคลธรรมดา** (มนุษย์ทั่วไป) และ **นิติบุคคล** (องค์กรหรือกลุ่มบุคคลที่กฎหมายบัญญัติให้มีสิทธิและหน้าที่เทียบเท่าบุคคล)
สำหรับองค์กรอื่นๆ เช่น สมาคม บริษัทจำกัด หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัด ถือเป็นเพียง "รูปแบบย่อย" ที่จัดอยู่ในหมวดหมู่ของนิติบุคคล ไม่ใช่ประเภทหลักของการแบ่งตามกฎหมาย การระบุเพียง "บุคคลธรรมดา" และ "นิติบุคคล" จึงเป็นคำตอบที่ถูกต้อง ครอบคลุม และตรงตามหลักกฎหมายมากที่สุด
สำหรับองค์กรอื่นๆ เช่น สมาคม บริษัทจำกัด หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัด ถือเป็นเพียง "รูปแบบย่อย" ที่จัดอยู่ในหมวดหมู่ของนิติบุคคล ไม่ใช่ประเภทหลักของการแบ่งตามกฎหมาย การระบุเพียง "บุคคลธรรมดา" และ "นิติบุคคล" จึงเป็นคำตอบที่ถูกต้อง ครอบคลุม และตรงตามหลักกฎหมายมากที่สุด
3
บุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แบ่งออกได้ดังนี้
1.
บุคลคลธรรมดา นิติบุคคล สมาคม
2.
บุคลคลธรรมดา นิติบุคคล
3.
บุคลคลธรรมดา นิติบุคคล องค์การบริหารส่วนจังหวัด
4.
บุคลคลธรรมดา บริษัทจำกัด สมาคม
คำอธิบายเพิ่มเติม
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้กำหนดประเภทของ "บุคคล" ซึ่งเป็นผู้ทรงสิทธิและหน้าที่ตามกฎหมายไว้เพียง 2 ประเภทหลักเท่านั้น คือ **บุคคลธรรมดา** (มนุษย์) และ **นิติบุคคล** (กลุ่มบุคคลหรือองค์กรที่กฎหมายรับรองให้มีสิทธิและหน้าที่เสมือนบุคคล)
ส่วนองค์กรอื่น ๆ เช่น สมาคม บริษัทจำกัด หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัด เป็นเพียงตัวอย่างหรือประเภทย่อยที่จัดอยู่ในหมวดหมู่ของ "นิติบุคคล" อยู่แล้ว การระบุเพียง "บุคคลธรรมดา" และ "นิติบุคคล" จึงเป็นหลักการใหญ่ที่ถูกต้อง ครอบคลุม และตรงตามนิยามของกฎหมายมากที่สุด
ส่วนองค์กรอื่น ๆ เช่น สมาคม บริษัทจำกัด หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัด เป็นเพียงตัวอย่างหรือประเภทย่อยที่จัดอยู่ในหมวดหมู่ของ "นิติบุคคล" อยู่แล้ว การระบุเพียง "บุคคลธรรมดา" และ "นิติบุคคล" จึงเป็นหลักการใหญ่ที่ถูกต้อง ครอบคลุม และตรงตามนิยามของกฎหมายมากที่สุด
4
ข้อใดคือความหมายของการเริ่มของสภาพบุคคล
1.
สภาพบุคคลเริ่มแต่คลอดแล้วดอยู่รอดเป็นทารก
2.
สภาพบุคคลเริ่มแต่คลอดแล้วดอยู่รอดเป็นทารก และสิ้นสุดลงเมื่อตาย
3.
สภาพบุคคลเริ่มตั้งแต่คลอดและมีชีวิตอยู่
4.
สภาพบุคคลเริ่มตั้งแต่บรรลุนิติภาวะ
คำอธิบายเพิ่มเติม
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 15 การเริ่มของสภาพบุคคลตามหลักกฎหมายมีองค์ประกอบสำคัญ 2 ประการที่ต้องเกิดขึ้นควบคู่กัน คือ **"การคลอดพ้นจากครรภ์มารดา"** และ **"การมีชีวิตอยู่รอดเป็นทารก"**
เหตุผลที่ข้อ 1 เป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุด เนื่องจากโจทย์เจาะจงถามถึงเฉพาะ **"จุดเริ่มต้น"** ของสภาพบุคคล ตัวเลือกที่ 1 จึงระบุความหมายได้ตรงประเด็น ครบถ้วน และถูกต้องตามหลักกฎหมายที่สุด ในขณะที่ตัวเลือกที่ 2 มีการระบุถึง "การสิ้นสุดสภาพบุคคล" เพิ่มเข้ามาด้วย ซึ่งเกินกว่าขอบเขตที่คำถามต้องการ ส่วนตัวเลือกอื่นมีเนื้อหาที่ไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมาย
เหตุผลที่ข้อ 1 เป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุด เนื่องจากโจทย์เจาะจงถามถึงเฉพาะ **"จุดเริ่มต้น"** ของสภาพบุคคล ตัวเลือกที่ 1 จึงระบุความหมายได้ตรงประเด็น ครบถ้วน และถูกต้องตามหลักกฎหมายที่สุด ในขณะที่ตัวเลือกที่ 2 มีการระบุถึง "การสิ้นสุดสภาพบุคคล" เพิ่มเข้ามาด้วย ซึ่งเกินกว่าขอบเขตที่คำถามต้องการ ส่วนตัวเลือกอื่นมีเนื้อหาที่ไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมาย
5
ข้อใดคือบุคคลตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
1.
บริษัท จำกัด
2.
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
3.
เด็กที่อยู่ในภรรภ์มารดา
4.
ข้อ ก และ ข ถูกต้อง
คำอธิบายเพิ่มเติม
"บริษัท จำกัด" เป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุด เนื่องจากจัดตั้งขึ้นและมีฐานะเป็น **"นิติบุคคล" ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์โดยตรง**
ในขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายมหาชน (ไม่ใช่กฎหมายแพ่ง) และเด็กในครรภ์มารดายังไม่มีสภาพบุคคลธรรมดาอย่างสมบูรณ์ตามกฎหมาย จนกว่าจะคลอดออกมาและมีชีวิตอยู่รอด
ในขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายมหาชน (ไม่ใช่กฎหมายแพ่ง) และเด็กในครรภ์มารดายังไม่มีสภาพบุคคลธรรมดาอย่างสมบูรณ์ตามกฎหมาย จนกว่าจะคลอดออกมาและมีชีวิตอยู่รอด
6
คำว่า “การอยู่รอดเป็นทารก” หมายความว่าอย่างไร
1.
ทารกนั้นได้คลอดออกมาแล้ว
2.
ทารกนั้นได้หายใจแล้ว
3.
ทารกนั้นเกิดมาเกิน 25 นาทีแล้ว
4.
ทารกนั้นได้นำไปแจ้งเกิดตามระเบียบราชการแล้ว
คำอธิบายเพิ่มเติม
ตามหลักกฎหมายแพ่งและนิติเวชศาสตร์ "การอยู่รอดเป็นทารก" ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการมี "สภาพบุคคล" จะพิจารณาจากการที่ทารกคลอดพ้นจากครรภ์มารดาแล้วเริ่ม "หายใจ" ได้ด้วยตนเองอย่างเป็นอิสระ การหายใจจึงเป็นเครื่องพิสูจน์ทางชีววิทยาและทางกฎหมายที่ชัดเจนที่สุดว่าทารกมีชีวิตแยกออกจากมารดาแล้วจริงๆ แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ก็ตาม
7
ความหมายของนิตติบุคคล คือข้อใดไม่ถูกต้อง
1.
เป็นบุคคลที่กฎหมายสมมติ
2.
มีหน้าที่เช่นเดียวกับบุคคลธรรมดา
3.
สามารถทำได้ทุกอย่างเหมือนบุคคลธรรมดา
4.
ทุกข้อถูกต้อง
คำอธิบายเพิ่มเติม
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นิติบุคคลเป็นองค์กรที่จัดตั้งขึ้นตามที่กฎหมายบัญญัติ โดยมีสิทธิและหน้าที่ **เฉพาะภายในขอบเขตวัตถุประสงค์** เท่านั้น ไม่สามารถกระทำเรื่องที่เป็นสิทธิเฉพาะตัวของบุคคลธรรมดาได้ เช่น การสมรส การรับบุตรบุญธรรม หรือการลงสมัครรับเลือกตั้ง
ส่งผลให้ข้อความในตัวเลือกที่ 1 ถึง 3 เป็นการระบุความหมายที่ไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมายทั้งหมด ดังนั้น คำตอบข้อที่ 4 ("ทุกข้อถูกต้อง") จึงเป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุด
ส่งผลให้ข้อความในตัวเลือกที่ 1 ถึง 3 เป็นการระบุความหมายที่ไม่ถูกต้องตามหลักกฎหมายทั้งหมด ดังนั้น คำตอบข้อที่ 4 ("ทุกข้อถูกต้อง") จึงเป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุด
8
กิจกรรมใดที่นิติบุคล สามารถกระทำได้เช่นเดียวกับบุคคลธรรมดา
1.
การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
2.
การแต่งงาน
3.
การโอนทรัพย์สิน
4.
การเกณฑ์ทหาร
คำอธิบายเพิ่มเติม
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ นิติบุคคลย่อมมีสิทธิและหน้าที่เช่นเดียวกับบุคคลธรรมดา เว้นแต่สิทธิและหน้าที่ซึ่งโดยสภาพจะพึงมีพึงเป็นได้เฉพาะแก่บุคคลธรรมดาเท่านั้น เช่น สิทธิทางการเมือง สิทธิทางครอบครัว หรือหน้าที่ทางทหาร
ดังนั้น "การโอนทรัพย์สิน" ซึ่งเป็นกิจกรรมทางแพ่งเกี่ยวกับการทำนิติกรรมและกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน จึงเป็นสิ่งที่นิติบุคคลสามารถดำเนินการได้ตามกฎหมายเช่นเดียวกับบุคคลธรรมดาทุกประการ
ดังนั้น "การโอนทรัพย์สิน" ซึ่งเป็นกิจกรรมทางแพ่งเกี่ยวกับการทำนิติกรรมและกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สิน จึงเป็นสิ่งที่นิติบุคคลสามารถดำเนินการได้ตามกฎหมายเช่นเดียวกับบุคคลธรรมดาทุกประการ
9
นิตติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คือข้อใด
1.
ทวงการเมือง
2.
บริษัทจำกัด สมาคม มูลนิธิ
3.
องค์การบริหารส่วนจังหวัด
4.
เทศบาล วัดวาอารม
คำอธิบายเพิ่มเติม
เพราะ **"บริษัทจำกัด สมาคม และมูลนิธิ"** จัดเป็นนิติบุคคลเอกชนที่ก่อตั้งและรับรองโดยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์โดยตรง ในขณะที่ตัวเลือกอื่นทั้งหมดจัดเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายมหาชน หรือก่อตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติเฉพาะ เช่น กฎหมายการปกครองส่วนท้องถิ่น กฎหมายพรรคการเมือง หรือกฎหมายสงฆ์
10
นิติบุคลตามกฎหมายอื่นได้แก่ข้อใด
1.
บริษัทจำกัด
2.
สมาคม
3.
มูลนิธิ
4.
องค์การบริหารส่วนจังหวัด
คำอธิบายเพิ่มเติม
บริษัทจำกัดจัดเป็นนิติบุคคลเอกชนที่จัดตั้งขึ้นตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์เพื่อวัตถุประสงค์ในการแสวงหากำไรทางธุรกิจ ซึ่งแตกต่างอย่างชัดเจนจากสมาคมและมูลนิธิที่เป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร และแตกต่างจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดที่เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายมหาชน ดังนั้น บริษัทจำกัดจึงเป็นตัวแทนของนิติบุคคลเอกชนทางพาณิชย์ที่ถูกต้องและชัดเจนที่สุด
11
“การกระทำของบุคคลที่กฎหมายยอมรับและบังคับใช้” เป็นความหมายของข้อใด
1.
นิติกรรม
2.
สัญญา
3.
พินัยกรรม
4.
หนังสือราชการ
คำอธิบายเพิ่มเติม
**นิติกรรม** เป็นนิยามหลักทางกฎหมายที่ครอบคลุมที่สุด หมายถึง การกระทำของบุคคลที่ชอบด้วยกฎหมายและทำลงด้วยใจสมัคร มุ่งหวังให้เกิดผลผูกพันทางกฎหมายโดยตรง กฎหมายจึงเข้ามารับรองและบังคับใช้ให้ตามเจตนา ส่วน "สัญญา" และ "พินัยกรรม" เป็นเพียงประเภทย่อยหรือรูปแบบหนึ่งของนิติกรรมเท่านั้น
12
ความหมายของ นิติกรรม คือข้อใด
1.
การใด ๆ ที่ทำโดยชอบด้วยกฎหมาย
2.
กระทำด้วยความสมัครใจ
3.
มุ่งตรงต่อการผูกนิติสัมพันธ์ขึ้นระหว่างบุคคล
4.
ทุกข้อถูกต้อง
คำอธิบายเพิ่มเติม
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 149 ได้นิยามองค์ประกอบสำคัญของนิติกรรมไว้ครบถ้วน 3 ประการ คือ ต้องเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย ทำลงด้วยความสมัครใจ และมุ่งผูกนิติสัมพันธ์ระหว่างบุคคลเพื่อก่อให้เกิดผลทางกฎหมาย ดังนั้น เนื้อหาในสามข้อแรกจึงเป็นคุณลักษณะที่ถูกต้องทั้งหมด ส่งผลให้ข้อ 4 เป็นคำตอบที่ครอบคลุมและถูกต้องที่สุด
13
การกระทำอย่างไรไม่ถือว่าเป็นการแสดงเจตนา
1.
การสั่งการโดยการเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร
2.
การสั่งการโดยวาจา
3.
การคิดในใจว่าจะกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง
4.
การนิ่งไม่แสดงการปฏิเสธหรือยอมรับ
คำอธิบายเพิ่มเติม
ตามหลักกฎหมาย การแสดงเจตนาจะต้องมีการแสดงออกทางพฤติกรรมภายนอกที่ผู้อื่นสามารถรับรู้ได้ ไม่ว่าจะโดยชัดแจ้งหรือโดยปริยาย เช่น การพูด การเขียน หรือการแสดงกิริยาท่าทาง ในขณะที่ "การคิดในใจ" เป็นเพียงกระบวนการทางความคิดภายในจิตใจที่ยังไม่มีการสื่อสารหรือแสดงพฤติกรรมใดๆ ออกสู่ภายนอกเลย จึงไม่อาจนับว่าเป็นการแสดงเจตนาทางกฎหมายได้
14
การกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย คือข้อใด
1.
การทำสัญญาซื้อขายเฮโรอีน
2.
การทำสัญญาเช่ารถขนยาเสพติด
3.
การทำสัญญาเช่าซื้อรถ
4.
การจอดรถในที่ห้ามจอด
คำอธิบายเพิ่มเติม
การทำสัญญาเช่าซื้อรถ ถือเป็นนิติกรรมสัญญาที่ถูกต้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เนื่องจากมีวัตถุประสงค์สุจริต ชอบด้วยกฎหมาย และไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ต่างจากการเกี่ยวข้องกับยาเสพติดที่เป็นความผิดทางอาญาอย่างร้ายแรง และการจอดรถในที่ห้ามจอดซึ่งเป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ. จราจรทางบก โดยสิ้นเชิง
15
การกระทำด้วยความสมัครใจต้องเป็นการกระทำที่ปราศจากสิ่งใด
1.
การถูกข่มขู่
2.
การถูกหลอกลวง
3.
การโดนบังคับ
4.
การกระทำโดยปราศจากข้อ 1,2 และ 3
คำอธิบายเพิ่มเติม
"ความสมัครใจ" หมายถึงการตัดสินใจกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์และมีอิสระอย่างแท้จริง ซึ่งการถูกข่มขู่ การถูกหลอกลวง และการถูกบังคับ ต่างเป็นปัจจัยที่บิดเบือนหรือทำลายอิสระในการตัดสินใจทั้งสิ้น ดังนั้น การกระทำจะถือว่าเกิดขึ้นด้วยความสมัครใจได้ ก็ต่อเมื่อต้องปราศจากทั้งสามปัจจัยดังกล่าวโดยสิ้นเชิง คำตอบข้อ 4 จึงเป็นคำตอบที่ครอบคลุมและถูกต้องที่สุดตามหลักกฎหมาย
16
การกระทำใดเข้าข่ายการเปลี่ยนแปลงสิทธิ
1.
ก ซื้อ ข้าวแก่ง ชำระด้วยเงินสด
2.
ก กับ ข ตกลงกันว่าเงินที่กู้ไปนั้น ข จะส่งให้เป็นข้าวสารแทนเงิน
3.
ก กับ ข ตกลงกันซื้อขายรถยนต์โดยชำระเงินสด
4.
ก รับจ้างกับ ข เกี่ยวข้าวโดยรับค่าจ้างเป็นเงินสด
คำอธิบายเพิ่มเติม
การเปลี่ยนแปลงสิทธิ หมายถึง การตกลงแก้ไขเปลี่ยนแปลงวัตถุแห่งหนี้หรือเงื่อนไขในนิติกรรมเดิมที่คู่สัญญาเคยมีต่อกัน
สำหรับกรณีนี้ ทั้งสองฝ่ายมีข้อตกลงกู้ยืมเงินเดิมอยู่แล้ว แต่ต่อมาได้ตกลงเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญในการชำระหนี้ จากเดิมที่ลูกหนี้มีหน้าที่ต้องชำระคืนเป็น "เงินสด" เปลี่ยนมาเป็น "ข้าวสาร" แทน ทำให้สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้และหน้าที่ในการชำระหนี้ของลูกหนี้เปลี่ยนแปลงไปจากสัญญาเดิมอย่างชัดเจน ขณะที่ตัวเลือกอื่นเป็นเพียงการทำนิติกรรมและชำระหนี้ตามปกติธรรมดาเท่านั้น
สำหรับกรณีนี้ ทั้งสองฝ่ายมีข้อตกลงกู้ยืมเงินเดิมอยู่แล้ว แต่ต่อมาได้ตกลงเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญในการชำระหนี้ จากเดิมที่ลูกหนี้มีหน้าที่ต้องชำระคืนเป็น "เงินสด" เปลี่ยนมาเป็น "ข้าวสาร" แทน ทำให้สิทธิเรียกร้องของเจ้าหนี้และหน้าที่ในการชำระหนี้ของลูกหนี้เปลี่ยนแปลงไปจากสัญญาเดิมอย่างชัดเจน ขณะที่ตัวเลือกอื่นเป็นเพียงการทำนิติกรรมและชำระหนี้ตามปกติธรรมดาเท่านั้น
17
บุคคลใดต่อไปนี้ไม่สามารถทำนิติกรรมได้โดยลำพัง
1.
ผู้เยาว์
2.
คนไร้ความสามารถ
3.
คนเสมือนไร้ความสามารถ
4.
ถูกทุกข้อ
คำอธิบายเพิ่มเติม
ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บุคคลทั้งสามกลุ่มจัดเป็นผู้บกพร่องความสามารถในการทำนิติกรรม ซึ่งมีข้อจำกัดทางกฎหมายที่แตกต่างกันออกไป โดยผู้เยาว์ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม คนไร้ความสามารถต้องให้ผู้อนุบาลทำนิติกรรมแทน และคนเสมือนไร้ความสามารถต้องได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ก่อน ดังนั้น ทุกบุคคลที่กล่าวมาจึงไม่สามารถทำนิติกรรมด้วยตนเองโดยลำพังได้อย่างสมบูรณ์ คำตอบ "ถูกทุกข้อ" จึงถูกต้องที่สุด
18
ผู้เยาว์ หมายถึง
1.
บุคคลที่บรรลุนิติภาวะ
2.
บุคคลที่ยังอยู่กับบิดามารดา
3.
บุคคลที่ไม่บรรลุนิติภาวะ
4.
บุคคลที่ยังเรียนอยู่ในระดับมัธยมศึกษา
คำอธิบายเพิ่มเติม
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย "ผู้เยาว์" นิยามถึงบุคคลที่ยังมีอายุไม่ครบ 20 ปีบริบูรณ์ และยังไม่ได้บรรลุนิติภาวะด้วยการสมรสตามกฎหมาย ดังนั้น ในทางกฎหมายจราจรและการสอบใบขับขี่ ความหมายที่ถูกต้องและครอบคลุมที่สุดของ "ผู้เยาว์" จึงหมายถึง "บุคคลที่ไม่บรรลุนิติภาวะ" โดยไม่ได้ขึ้นอยู่กับระดับการศึกษา หรือการอาศัยอยู่กับบิดามารดาแต่อย่างใด
19
คนไร้ความสามารถ หมายถึง
1.
คนบ้า
2.
คนจิตฟั่นเฟือน
3.
คนไม่มีงานทำ
4.
คนวิกลจิตที่ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ
คำอธิบายเพิ่มเติม
ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คำว่า **"คนไร้ความสามารถ"** เป็นสถานะทางกฎหมายที่จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมี **"คำสั่งศาล"** เท่านั้น แม้บุคคลจะมีสภาวะวิกลจิตหรือจิตฟั่นเฟือน แต่หากศาลยังไม่ได้มีคำสั่ง ย่อมยังไม่ถือเป็นคนไร้ความสามารถตามกฎหมาย ดังนั้น เงื่อนไขสำคัญที่สุดตามหลักกฎหมายคือต้องเป็นคนวิกลจิตที่ **"ศาลสั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ"** แล้วเท่านั้น
20
คนเสมือนไร้ความสามารถ หมายถึง
1.
คนที่ไม่สามารถจัดการงานทุกอย่างได้ด้วยตนเอง
2.
คนที่ไม่สามารถมีบุตรได้
3.
คนปกติที่ทำงานที่ได้รับมอบหมายไม่สำเร็จ
4.
คนที่ไม่สามารถอ่านหนังสือได้
คำอธิบายเพิ่มเติม
ตามหลักกฎหมาย คนเสมือนไร้ความสามารถ หมายถึง บุคคลที่มีข้อบกพร่องทางร่างกาย จิตใจ หรือมีพฤติกรรมบกพร่อง (เช่น สุรุ่ยสุร่ายหรือติดสุราเป็นอาจิณ) จนไม่สามารถจัดการกิจการงานของตนเองได้ทั้งหมด และต้องมีผู้พิทักษ์คอยให้ความยินยอมในการทำนิติกรรม คำตอบข้อที่ 1 จึงเป็นข้อเดียวที่สะท้อนนิยามและความหมายทางกฎหมายได้อย่างถูกต้องและครอบคลุมที่สุด
21
ผู้เยาว์ทำนิติกรรม ข้อใดถูกต้อง
1.
ผู้เยาว์ทำนิติกรรมได้ แต่นิติกรรมนั้นเป็นโมฆียะ
2.
ผู้เยาว์ทำนิติกรรมได้ ต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมเสมอ
3.
ผู้เยาว์ทำนิติกรรมได้ แต่นิติกรรมนั้นอาจถูกบอกล้างด้วย
4.
ถูกทุกข้อ
คำอธิบายเพิ่มเติม
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การทำนิติกรรมของผู้เยาว์จะต้องได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมก่อนเสมอ หากทำลงไปโดยปราศจากความยินยอม นิติกรรมนั้นจะมีผลเป็น "โมฆียะ" ซึ่งหมายถึงนิติกรรมยังมีผลสมบูรณ์ตามกฎหมาย แต่มีสิทธิที่จะ "ถูกบอกล้าง" เพื่อให้ตกเป็นโมฆะในภายหลังได้ ด้วยเหตุนี้ ข้อความในตัวเลือกทั้งหมดจึงถูกต้องและสอดคล้องกันตามหลักกฎหมายทุกประการ
22
ข้อใดถูกต้อง
1.
นิติกรรมที่ผู้เยาว์ทำ หากไม่ได้รับความยินยอมจากผู้อนุบาล นิติกรรมนั้นจะเป็นโมฆียะ
2.
นิติกรรมที่ผู้เยาว์ทำ หากไม่ได้รับความยินยอมจากผู้พิทักษ์ นิติกรรมนั้นจะเป็นโมฆียะ
3.
นิติกรรมที่ผู้เยาว์ทำ หากไม่ได้รับความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรม นิติกรรมนั้นจะเป็นโมฆียะ
4.
นิติกรรมที่ผู้เยาว์ทำ หากไม่ได้รับความยินยอมจากผู้ปกครอง นิติกรรมนั้นจะเป็นโมฆียะ
คำอธิบายเพิ่มเติม
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บุคคลผู้มีอำนาจให้ความยินยอมในการทำนิติกรรมของผู้เยาว์ตามหลักกฎหมายเรียกว่า **"ผู้แทนโดยชอบธรรม"** (เช่น บิดา-มารดา) ซึ่งหากผู้เยาว์ทำนิติกรรมโดยปราศจากความยินยอม นิติกรรมนั้นจะมีผลเป็น **"โมฆียะ"**
สำหรับตัวเลือกอื่นถือเป็นคำศัพท์ทางกฎหมายที่ใช้กับบุคคลต่างสถานะกัน โดย "ผู้อนุบาล" จะใช้ดูแลคนไร้ความสามารถ และ "ผู้พิทักษ์" จะใช้ดูแลคนเสมือนไร้ความสามารถ ข้อนี้จึงใช้คำศัพท์ทางกฎหมายได้ถูกต้องและตรงตามหลักความสามารถของบุคคลมากที่สุด
สำหรับตัวเลือกอื่นถือเป็นคำศัพท์ทางกฎหมายที่ใช้กับบุคคลต่างสถานะกัน โดย "ผู้อนุบาล" จะใช้ดูแลคนไร้ความสามารถ และ "ผู้พิทักษ์" จะใช้ดูแลคนเสมือนไร้ความสามารถ ข้อนี้จึงใช้คำศัพท์ทางกฎหมายได้ถูกต้องและตรงตามหลักความสามารถของบุคคลมากที่สุด
23
ผู้พิทักษ์ คือใคร
1.
ผู้ให้ความพิทักษ์ของคนเสมือนไร้ความสามารถ
2.
ผู้ให้ความพิทักษ์ของคนไร้ความสามารถ
3.
ผู้ให้ความพิทักษ์ของผู้เยาว์
4.
ผู้ให้ความพิทักษ์ของผู้แทนโดยชอบธรรม
24
ละเมิด คืออะไร
1.
การกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายที่ประเมินค่าเป็นตัวเงินได้
2.
การกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแต่ผู้อื่น
3.
การกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อตนเองและแต่ผู้อื่น
4.
ถูกทุกข้อ
25
ข้อใดเป็นการกระทำละเมิด
1.
นาย ก ขับรถชนรั้วบ้านของตัวเอง
2.
นาย ข ยินยอมให้นาย ก แตะก้น
3.
นาย ก ขับรถชนรั้วบ้านนาย ข
4.
นาย ก ถูกหมอที่โรงพยาบาลฉีดยาป้องกันบาดทะยัก
26
การกระทำละเมิด ต้องประกอบด้วยอะไรบ้าง
1.
เป็นการกระทำโดยจงใจหรือประมาท
2.
เป็นการกระทำต่อผู้อื่น
3.
การกระทำนั้นผิดกฎหมาย และผู้อื่นเสียหาย
4.
ต้องเป็นการกระทำที่ประกอบด้วย ก, ข และ ค
27
การกระทำใดถือว่าไม่เป็นการละเมิด
1.
นาย ก ยินยิมให้แพทย์ผ่าตัดใส้ติ่ง
2.
ตำรวจจับคนร้ายชิงทรัพย์ขังไวในห้องขัง
3.
นายทะเบียนพักใช้ใบอนุญาตขับรถตามที่กฎหมายกำหนด
4.
ถูกทุกข้อ
28
ผู้เสียหายอาจเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเป็นสิ่งใด
1.
เงินสด
2.
คืนเป็นสินทรัพย์ที่เสียหาย
3.
เรียกร้องให้จัดหายานพาหนะมาใช้รับ-ส่ง
4.
ถูกทุกข้อ
29
ในกรณีทำละเมิดให้เขาถึงตายทันที ค่าสินไหมทดแทนใดที่ผู้ละเมิดไม่ต้องชดใช้
1.
ค่าทำศพ
2.
ค่ารักษาพยาบาล
3.
ค่าอุปการะเลี้ยงดูบุตรผู้เสียชีวิต
4.
ค่าอุปการะบิดามารดาผู้เสียชีวิต
30
บุคคลที่จะต้องรับผิดฐานละเมิดร่วมกับผู้อื่นได้แก่ข้อใด
1.
นายจ้าง ต้องร่วมรับผิดลูกจ้างที่ก่อเหตุทะเลาะวิวาทเรื่องชู้สาว
2.
บิดามารดาต้องร่วมรับผิดเมื่อผู้เยาว์ทำนิติกรรมซื้อรถทั้งที่ได้แสดงเจตนาบอกเลิกไว้ก่อนแล้ว
3.
ผู้ยุยงส่งเสริมให้ถื่อว่ากระทำละเมิดด้วย
4.
บิดาต้องรับผิดชอบหนี้สินที่บุตรบรรลุนิติภาวะได้ก่อหนี้ขึ้น
31
หากรู้ตัวผู้กระทำการละเมิด อายุความฟ้องคดีอันเกิดจากมูลละเมิดข้อใดถูกต้อง
1.
ภายใน 1 ปีผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิด
2.
ภายใน 1 ปีนับแต่วันที่ผู้เสียหายแจ้งความ
3.
ภายใน 10 ปีนับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิด
4.
ภายใน 10 ปีนับแต่วันที่ผู้เสียหายแจ้งความ
32
หากไม่รู้ว่าผู้กระทำละเมิดคือใคร อายุความฟ้องคดีอันเกิดจากมูลละเมิดข้อใดถูกต้อง
1.
ภายใน 5 ปี นับแต่วันละเมิด
2.
ภายใน 10 ปี นับแต่วันละเมิด
3.
ภายใน 15 ปี นับแต่วันละเมิด
4.
ภายใน 20 ปี นับแต่วันละเมิด
33
กรณีใดที่ผู้ขนส่งต้องรับผิดชอบสินค้าที่ทำการขนส่ง
1.
สินค้าสูญหายเพราะเกิดเหตุสุดวิสัย
2.
สินค้าสูญหายเพราะเกิดจากความผิดของผู้ตราส่ง
3.
สินค้าสียหายเพราะเกิดจากสภาพแห่งของนั้นเอง
4.
สินค้าเสียหายเพราะส่งมอบชักช้า
คำอธิบายเพิ่มเติม
ตามกฎหมายการขนส่งทางบก ผู้ขนส่งมีหน้าที่ต้องดูแลรักษาและรับผิดชอบต่อความสูญหายของสินค้าตลอดระยะเวลาที่อยู่ในความดูแลเป็นสำคัญ ดังนั้น เมื่อสินค้าเกิดการสูญหายขึ้นในระหว่างการขนส่ง จึงถือเป็นภาระความรับผิดชอบขั้นพื้นฐานโดยตรงของผู้ขนส่งที่ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายดังกล่าว เว้นแต่จะพิสูจน์ข้อเท็จจริงเพื่อแก้ตัวตามเงื่อนไขทางกฎหมายได้ชัดเจน
34
วัตถุที่มีรูปร่าง หมายถึงสิ่งใด
1.
ทรัพย์
2.
ทรัพย์สิน
3.
ทรัพย์นอกพาณิชย์
4.
อสังหาริมทรัพย์
คำอธิบายเพิ่มเติม
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 137 ได้ บัญญัติไว้โดยตรงว่า **"ทรัพย์" หมายถึง วัตถุมีรูปร่าง** ซึ่งสามารถจับต้องหรือมองเห็นได้ ในขณะที่ "ทรัพย์สิน" (ตามมาตรา 138) จะมีความหมายกว้างกว่าโดยครอบคลุมทั้งวัตถุที่มีรูปร่างและไม่มีรูปร่าง ดังนั้น คำว่า "ทรัพย์" จึงเป็นนิยามทางกฎหมายที่ตรงตัวและถูกต้องที่สุด
35
อสังหาริมทรัพย์ หมายถึง
1.
ที่ดิน ทรัพย์ที่อยู่ติดกับที่ดินถาวรหรือประกอบเป็นอันเดียวกับที่ดิน
2.
สิทธิทั้งหลายของทรัพย์อันเกี่ยวกับที่ดิน
3.
ข้อ ก และ ข ถูกต้อง
4.
ทรัพย์ที่สามารถแบ่งได้
คำอธิบายเพิ่มเติม
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 139 นิยามของ "อสังหาริมทรัพย์" ไม่ได้หมายถึงเฉพาะตัวทรัพย์สินที่เป็นที่ดินและสิ่งที่ติดอยู่กับที่ดินอย่างถาวรเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงสิทธิทั้งหลายที่เกี่ยวเนื่องกับที่ดินนั้นด้วย (เช่น สิทธิครอบครอง ภาระจำยอม หรือจำนอง)
36
ทรัพย์ต่อไปนี้อะไรเป็นทรัพย์นอกพาณิชย์
1.
รถยนต์
2.
ทะเลสาบ
3.
ที่ดิน
4.
บ้าน
คำอธิบายเพิ่มเติม
ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ **"ทรัพย์นอกพาณิชย์"** หมายถึง ทรัพย์ที่ไม่สามารถถือเอาเป็นของตนเองได้ หรือไม่สามารถโอนแก่กันได้โดยชอบด้วยกฎหมาย
**"ทะเลสาบ"** จัดเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน จึงเป็นทรัพย์นอกพาณิชย์ที่ไม่สามารถนำมาทำการซื้อ ขาย โอนกรรมสิทธิ์ หรือยกให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งได้ ต่างจากตัวเลือกอื่นที่เป็นทรัพย์สินส่วนบุคคลซึ่งสามารถทำการซื้อขายและเปลี่ยนมือกันได้ตามปกติทางกฎหมาย
**"ทะเลสาบ"** จัดเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน จึงเป็นทรัพย์นอกพาณิชย์ที่ไม่สามารถนำมาทำการซื้อ ขาย โอนกรรมสิทธิ์ หรือยกให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่งได้ ต่างจากตัวเลือกอื่นที่เป็นทรัพย์สินส่วนบุคคลซึ่งสามารถทำการซื้อขายและเปลี่ยนมือกันได้ตามปกติทางกฎหมาย
37
ทรัพย์ต่อไปนี้อะไรเป็นทรัพย์นอกพาณิชย์
1.
รถยนต์
2.
ทะเลสาบ
3.
ที่ดิน
4.
บ้าน
คำอธิบายเพิ่มเติม
ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ **"ทรัพย์นอกพาณิชย์"** คือ ทรัพย์ที่ไม่สามารถถือครองเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนบุคคล และไม่สามารถนำมาทำนิติกรรมซื้อขายหรือโอนให้แก่กันได้ตามกฎหมาย
**"ทะเลสาบ"** จัดเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน จึงมีสถานะเป็นทรัพย์นอกพาณิชย์โดยตรง ไม่สามารถตกเป็นของบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้ ขณะที่รถยนต์ ที่ดิน และบ้าน เป็นทรัพย์สินที่บุคคลทั่วไปสามารถถือครองกรรมสิทธิ์และทำการซื้อขายโอนกันได้ตามปกติ
**"ทะเลสาบ"** จัดเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินประเภททรัพย์สินสำหรับประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน จึงมีสถานะเป็นทรัพย์นอกพาณิชย์โดยตรง ไม่สามารถตกเป็นของบุคคลใดบุคคลหนึ่งได้ ขณะที่รถยนต์ ที่ดิน และบ้าน เป็นทรัพย์สินที่บุคคลทั่วไปสามารถถือครองกรรมสิทธิ์และทำการซื้อขายโอนกันได้ตามปกติ
38
ทรัพย์ต่อไปนี้อะไรเป็นทรัพย์นอกพาณิชย์
1.
รถยนต์
2.
ทะเลสาบ
3.
ที่ดิน
4.
บ้าน
คำอธิบายเพิ่มเติม
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ "ทรัพย์นอกพาณิชย์" คือทรัพย์สินที่ไม่สามารถถือครองเป็นของส่วนบุคคล ซื้อ ขาย หรือโอนกรรมสิทธิ์แก่กันได้โดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่ง "ทะเลสาบ" มีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินที่จัดไว้เพื่อประโยชน์ร่วมกันของประชาชน จึงไม่สามารถนำมาทำนิติกรรมซื้อขายได้ ต่างจากทรัพย์สินประเภทอื่นที่สามารถครอบครองและทำการซื้อขายโอนกรรมสิทธิ์กันได้ตามปกติ
39
ทรัพย์นอกพาณิชย์หมายถึง
1.
ทรพัย์ที่แบ่งได้
2.
อสังหาริมทรัพย์
3.
ทรัพย์สินที่โอนแก่กันมิได้ด้วยกฎหมาย
4.
สังหาริมทรัพย์
คำอธิบายเพิ่มเติม
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 143 ได้บัญญัติไว้ชัดเจนว่า "ทรัพย์นอกพาณิชย์" คือ ทรัพย์ที่ไม่สามารถถือเอาได้ และทรัพย์ที่โอนแก่กันมิได้โดยชอบด้วยกฎหมาย เช่น สาธารณสมบัติของแผ่นดิน หรือวัตถุต้องห้ามที่กฎหมายจำกัดการครอบครองและห้ามซื้อขายแลกเปลี่ยน คำตอบนี้จึงถูกต้อง ครอบคลุม และตรงตามหลักกฎหมายที่สุด
40
ในสัญญาประกันภัย “บุคคลผู้จะพึงได้รับค่าสินไหมทดแทน” คือใคร
1.
ผู้รับประกันภัย
2.
ผู้รับประโยชน์
3.
ผู้เอาประกัน
4.
ผู้รับมอบอำนาจ
คำอธิบายเพิ่มเติม
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ **"ผู้รับประโยชน์"** คือบุคคลที่มีสิทธิตามกฎหมายโดยตรงในการได้รับค่าสินไหมทดแทนหรือเงินชดเชยเมื่อเกิดความเสียหายขึ้นตามเงื่อนไขที่ระบุไว้ในกรมธรรม์ แม้ผู้เอาประกันภัยจะเป็นผู้ทำสัญญาและชำระเบี้ยประกัน แต่ผู้ที่มีสิทธิเรียกร้องและรับเงินชดเชยคือผู้รับประโยชน์ (ซึ่งผู้เอาประกันภัยจะระบุเป็นตนเองหรือบุคคลอื่นก็ได้) จึงทำให้ผู้รับประโยชน์เป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุดตามหลักกฎหมายประกันภัย
41
ในการประกันวินาศภัยใครเป็นบุคคลคนเดียวกันได้
1.
ผู้เอาประกัน กับ ผู้รับประโยชน์
2.
ผู้เอาประกัน กับ ผู้รับประกัน
3.
ผู้รับประกัน กับ ผู้รับค่าสินไหมทดแทน
4.
ผิดทุกข้อ
คำอธิบายเพิ่มเติม
ตามหลักกฎหมายประกันภัย **ผู้เอาประกันภัย** (ผู้ทำสัญญาและจ่ายเบี้ย) สามารถระบุชื่อตนเองให้เป็น **ผู้รับประโยชน์** (ผู้มีสิทธิรับค่าสินไหมทดแทน) ได้โดยตรง เช่น เจ้าของรถทำประกันภัยรถยนต์ของตนเองและเป็นผู้รับเงินชดเชยเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ส่วน "ผู้รับประกันภัย" หมายถึงบริษัทประกันภัย จึงไม่สามารถเป็นบุคคลเดียวกับผู้เอาประกันภัยได้
42
ข้อใดถูกต้อง
1.
การใช้เช่าอสังหาริมทรัพย์ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือจะฟ้องร้องกันมิได้
2.
ถ้าให้เช่าเกินกว่า 3 ปีขึ้นไปต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
3.
ถ้าให้เช่าตลอดอายุต้องทำเป็นหนังสือแต่ไม่ได้จดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่จะบังคับได้ 3 ปี
4.
ถูกทุกข้อ
คำอธิบายเพิ่มเติม
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 538 กำหนดหลักเกณฑ์การเช่าอสังหาริมทรัพย์ไว้อย่างชัดเจนว่า การเช่าต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดจึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้ และหากเป็นการเช่าเกินกว่า 3 ปี หรือเช่าตลอดอายุของคู่สัญญา จะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หากทำเพียงหนังสือแต่ไม่ได้จดทะเบียน กฎหมายจะคุ้มครองและฟ้องร้องบังคับคดีได้เพียง 3 ปีเท่านั้น เนื้อหาในตัวเลือกที่ 1, 2 และ 3 จึงถูกต้องตรงตามหลักกฎหมายทุกประการ
43
นาย ก ให้นาง ข ที่นาเช่าเป็นทำนา 15 ปี แต่ไม่ได้ทำสัญญาให้เช่า หากนาง ข ไม่ชำระค่าเช่านาย ก จะฟ้องร้องได้หรือไม่อย่างไร
1.
นาย ก จะฟ้องร้องนาง ข ได้และได้รับค่าเช่าครบ 15 ปี
2.
นาย ก จะฟ้องร้องนาง ข ไม่ได้ เพราะคู่สัญญาไม่ได้ทำเป็นสัญญาเช่า
3.
นาย ก จะฟ้องร้องนาง ข ได้ และได้ค่าเช่าครึ่งหนึ่งของระยะเวลาเช่า 15 ปี
4.
นาย ก จะฟ้องร้องนาง ข ได้ หากนาง ข ไม่จ่ายค่าเช่าแต่จะบังคับได้เพียง 3 ปี
คำอธิบายเพิ่มเติม
ตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การเช่าอสังหาริมทรัพย์ (ที่นา) ที่มีระยะเวลาเกินกว่า 3 ปีขึ้นไป หากไม่ได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ สัญญาเช่านั้นจะไม่ตกเป็นโมฆะเสียทีเดียว แต่กฎหมายจะจำกัดสิทธิในการฟ้องร้องบังคับคดีให้มีผลคุ้มครองได้สูงสุดเพียง 3 ปีเท่านั้น ดังนั้น แม้จะตกลงเช่ากันไว้ยาวนานถึง 15 ปี นาย ก ก็ยังคงมีสิทธิฟ้องร้องเรียกค่าเช่าจากนาง ข ได้ แต่จะบังคับตามกฎหมายได้เพียงไม่เกิน 3 ปี
44
สัญญาเช่าซื้อกรรมสิทธิ์เป็นของผู้ใด
1.
ผู้เช่าซื้อ
2.
ผู้ให้เช่าซื้อ
3.
ผู้ผ่อนชำระ
4.
ผู้ให้เช่า
คำอธิบายเพิ่มเติม
ตามกฎหมาย สัญญาเช่าซื้อกำหนดให้ **กรรมสิทธิ์** ในทรัพย์สินยังคงเป็นของ **"ผู้ให้เช่าซื้อ"** (หรือบริษัทไฟแนนซ์) ตลอดระยะเวลาสัญญา โดยผู้เช่าซื้อจะได้รับเพียง "สิทธิครอบครองและใช้ประโยชน์" เท่านั้น และกรรมสิทธิ์จะโอนไปเป็นของผู้เช่าซื้ออย่างสมบูรณ์ ต่อเมื่อได้ชำระเงินค่างวดครบถ้วนตามที่ระบุในสัญญาแล้วเท่านั้น
45
สัญญาขายผ่อนชำระกรรมสิทธิ์เป็นของใคร
1.
ผู้ซื้อ
2.
ผู้ขาย
3.
ผู้ผ่อนชำระ
4.
ผู้ขายฝาก
คำอธิบายเพิ่มเติม
ตามหลักกฎหมาย สัญญาขายผ่อนชำระเป็นสัญญาที่กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินยังคงเป็นของ **ผู้ขาย** จนกว่าผู้ซื้อจะชำระเงินครบถ้วนตามราคาที่ตกลงกันไว้ โดยในระหว่างการผ่อนชำระ ผู้ซื้อจะมีเพียง "สิทธิครอบครอง" เพื่อใช้ประโยชน์เท่านั้น และกรรมสิทธิ์จะโอนไปเป็นของผู้ซื้ออย่างสมบูรณ์ต่อเมื่อได้ชำระเงินงวดสุดท้ายเสร็จสิ้นแล้วเท่านั้น
46
การชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีทำให้ทรัพย์สินเสียหายสามารถทำได้ตามข้อใด?
1.
นำทรัพย์สินนั้นไปซ่อมแซม
2.
ใช้ราคาทรัพย์สินที่เสียหาย
3.
ซื้อทรัพย์สินชนิดและประเภทเดียวกันมาใช้แทน
4.
ถูกทุกข้อ
คำอธิบายเพิ่มเติม
ตามหลักกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การชดใช้ค่าสินไหมทดแทนกรณีทรัพย์สินเสียหาย มีวัตถุประสงค์เพื่อเยียวยาผู้เสียหายให้กลับคืนสู่สถานะเดิมมากที่สุด ซึ่งสามารถทำได้หลายรูปแบบตามความเหมาะสมและข้อตกลงของคู่กรณี ไม่ว่าจะเป็นการนำทรัพย์สินไปซ่อมแซมให้กลับมาใช้งานได้ดีดังเดิม การชดใช้เป็นตัวเงินตามมูลค่าจริงของความเสียหาย หรือการจัดหาทรัพย์สินชนิดและประเภทเดียวกันมาทดแทน ดังนั้น ทั้งสามแนวทางจึงเป็นวิธีการชดใช้ที่ถูกต้องและมีผลบังคับใช้ได้ตามกฎหมายทุกประการ
47
กรณีที่ผู้ขับขี่ขับรถไปชนบุคคลอื่นจนได้รับบาดเจ็บสาหัส นอกจากผู้ขับขี่จะต้องรับผิดทางอาญาแล้ว ผู้ขับขี่ยังจะต้องรับผิดทางแพ่งอย่างไร
1.
ถูกจำคุก
2.
ถูกปรับ
3.
ถูกริบทรัพย์สิน
4.
ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
คำอธิบายเพิ่มเติม
ความรับผิดทางแพ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ผู้เสียหายจากการกระทำละเมิด โดยผู้กระทำความผิดมีหน้าที่ต้อง **"ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน"** เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าขาดรายได้จากการทำงาน และค่าสูญเสียสมรรถภาพทางร่างกาย ในขณะที่การถูกจำคุก ถูกปรับ หรือถูกริบทรัพย์สิน นั้นจัดเป็นโทษทางอาญาที่รัฐใช้ลงโทษผู้กระทำผิดเพื่อความสงบเรียบร้อยของสังคม ดังนั้น การชดใช้ค่าสินไหมทดแทนจึงเป็นคำตอบทางแพ่งที่ถูกต้องและตรงประเด็นที่สุด
48
ข้อใดถูกต้อง
1.
กฎหมายอาญาเป็นกฎหมายว่าด้วยความผิดและการกำหนดโทษ
2.
กฎหมายอาญาเป็นกฎหมายมหาชน
3.
กฎหมายอาญาเป็นกฎหมายที่ ที่ใช้บังคับแก่คนทั่ว ๆไป
4.
ถูกทุกข้อ
คำอธิบายเพิ่มเติม
คำตอบข้อ 4 เป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุด เนื่องจากตัวเลือกทั้งหมดล้วนระบุถึงลักษณะสำคัญของกฎหมายอาญาตามหลักกฎหมายได้อย่างถูกต้องและครบถ้วน ดังนี้
1. **เป็นกฎหมายว่าด้วยความผิดและการกำหนดโทษ:** สาระสำคัญของกฎหมายอาญาคือการระบุชัดเจนว่าการกระทำใดถือเป็นความผิด และมีโทษทางอาญาอย่างไร
2. **เป็นกฎหมายมหาชน:** จัดเป็นกฎหมายที่คุ้มครองประโยชน์ส่วนรวมและความสงบเรียบร้อยของสังคม โดยมีรัฐเป็นผู้มีอำนาจในการดำเนินคดีและลงโทษผู้กระทำผิด
3. **ใช้บังคับแก่คนทั่วไป:** มีผลบังคับใช้เป็นการทั่วไปแก่บุคคลทุกคนที่อยู่ภายในราชอาณาจักรโดยไม่มีการยกเว้น
เมื่อหลักการทั้งสามข้อถูกต้องทั้งหมด คำตอบ "ถูกทุกข้อ" จึงเป็นคำตอบที่สมบูรณ์ที่สุด
1. **เป็นกฎหมายว่าด้วยความผิดและการกำหนดโทษ:** สาระสำคัญของกฎหมายอาญาคือการระบุชัดเจนว่าการกระทำใดถือเป็นความผิด และมีโทษทางอาญาอย่างไร
2. **เป็นกฎหมายมหาชน:** จัดเป็นกฎหมายที่คุ้มครองประโยชน์ส่วนรวมและความสงบเรียบร้อยของสังคม โดยมีรัฐเป็นผู้มีอำนาจในการดำเนินคดีและลงโทษผู้กระทำผิด
3. **ใช้บังคับแก่คนทั่วไป:** มีผลบังคับใช้เป็นการทั่วไปแก่บุคคลทุกคนที่อยู่ภายในราชอาณาจักรโดยไม่มีการยกเว้น
เมื่อหลักการทั้งสามข้อถูกต้องทั้งหมด คำตอบ "ถูกทุกข้อ" จึงเป็นคำตอบที่สมบูรณ์ที่สุด
49
นาย ข ขายของเกินราคาเนื่องจากอ้างว่าไม่ทราบประกาศของทางราชการได้หรือไม่
1.
ได้ เพราะ บ้านของนาย ข ไม่มีโทรทัศน์จึงไม่ทราบประกาศทางราชการ
2.
ได้ เพราะ ทางราชการไม่ส่งหนังสือแจ้งให้นาย ข ทราบถึงการขึ้นราคาสินค้า
3.
ไม่ได้ เพราะ บ้านของนาย ข อยู่ใกล้สถานีตำรวจ
4.
ไม่ได้ เพราะ นาย ข จะปฏิเสธว่าไม่รู้กฎหมายเพื่อให้พ้นความผิดไม่ได้
คำอธิบายเพิ่มเติม
ตามหลักกฎหมายไทย บุคคลจะอ้างว่า "ไม่รู้กฎหมายหรือประกาศของทางราชการ" เพื่อให้ตนเองพ้นจากความรับผิดไม่ได้ เนื่องจากเมื่อกฎหมายหรือประกาศนั้นมีผลบังคับใช้แล้ว ย่อมถือว่าประชาชนทุกคนมีหน้าที่ต้องรับรู้และปฏิบัติตาม การอ้างความไม่รู้จึงไม่สามารถใช้เป็นข้อแก้ตัวหรือข้อยกเว้นทางกฎหมายได้
50
การกระทำที่ก่อให้เกิดความผิดในทางอาญา ได้แก่การกระทำเช่นไร
1.
กระทำในสิ่งที่กฎหมายห้ามกระทำ
2.
ไม่กระทำในสิ่งที่กฎหมายให้กระทำ
3.
กระทำในส่งที่กฎหมายให้กระทำ
4.
ข้อ ก และ ข ถูกต้อง
คำอธิบายเพิ่มเติม
ความผิดทางอาญาเกิดขึ้นได้ 2 ลักษณะหลัก คือ การฝ่าฝืนกระทำในสิ่งที่กฎหมายสั่งห้าม (การกระทำ) และการละเลยไม่ปฏิบัติตามสิ่งที่กฎหมายบังคับให้ต้องทำ (การงดเว้นหรือละเว้นการกระทำ) ดังนั้น ทั้งการทำในสิ่งที่ห้ามและการไม่ทำในสิ่งที่สั่ง จึงล้วนก่อให้เกิดความผิดทางอาญาด้วยกันทั้งสิ้น
51
เจตนาตามกฎหมายอาญามี 2 ประเภท
1.
เจตนาจงใจ กับ เจตนาประมาท
2.
เจตนาโดยประสงค์ต่อผล และเจตนาโดยย่อมเล็งเห็นผล
3.
เจตนาทางตรง และ เจตนาทางอ้อม
4.
ข้อ ข และ ค ถูกต้อง
คำอธิบายเพิ่มเติม
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 กำหนดให้ "เจตนา" มี 2 ประเภท คือ **เจตนาโดยประสงค์ต่อผล** และ **เจตนาโดยย่อมเล็งเห็นผล** ซึ่งในทางทฤษฎีกฎหมายมีชื่อเรียกที่สอดคล้องกันว่า **เจตนาทางตรง** และ **เจตนาทางอ้อม** ตามลำดับ ดังนั้น ตัวเลือกทั้งสองข้อจึงมีความถูกต้องเหมือนกันทุกประการ ส่วน "ความประมาท" ถือเป็นรูปแบบความรับผิดทางอาญาที่แยกต่างหาก ไม่จัดว่าเป็นประเภทของเจตนา
52
ผู้ใดประมาทและการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตายต้องระวางโทษอย่างไร
1.
จำคุกไม่เกิน 5 ปี และปรับไม่เกิน 20,000 บาท
2.
จำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 20,000 บาท
3.
จำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 30,000 บาท
4.
จำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 40,000 บาท
คำอธิบายเพิ่มเติม
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 ได้บัญญัติไว้โดยตรงว่า ผู้ใดกระทำโดยประมาทและการกระทำนั้นเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 20,000 บาท ซึ่งเป็นอัตราโทษทางอาญามาตรฐานที่ใช้ในการทดสอบภาคทฤษฎีของกรมการขนส่งทางบกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
53
นาย ก ชกนาย ข หนึ่งที ข ล้มลง บังเอิญศีรษะไปโดนแง่หินถึงแก่ความตาย การกระทำเช่นนี้นาย ก จะต้องรับผิดฐานใด
1.
นาย ก ต้องรับผิดฐานทำให้คนตายโดยไม่เจตนา
2.
นาย ก ต้องรับผิดฐานทำร้ายร่างกาย
3.
นาย ก ต้องรับผิดฐานทำให้คนตายโดยประมาท
4.
นาย ก ต้องรับผิดฐานทำให้คนตายโดยไม่ประสงค์ต่อผล
คำอธิบายเพิ่มเติม
การกระทำของ นาย ก มีเจตนาตั้งใจเพียงแค่ "ทำร้ายร่างกาย" (การชก) โดยไม่ได้มีเจตนาจะฆ่าตั้งแต่แรก แต่ผลจากการทำร้ายนั้นเป็นเหตุโดยตรงที่ทำให้ นาย ข ล้มลงจนถึงแก่ความตาย ในทางกฎหมายอาญาจึงตกเป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือเรียกว่า **"ทำให้คนตายโดยไม่เจตนา"**
ทั้งนี้ ไม่ถือเป็นความประมาท เพราะ นาย ก มีเจตนาเริ่มต้นที่จะทำร้ายคู่กรณีอย่างชัดเจน ไม่ใช่เรื่องของอุบัติเหตุมูลฐานที่เกิดจากความปราศจากความระมัดระวัง
ทั้งนี้ ไม่ถือเป็นความประมาท เพราะ นาย ก มีเจตนาเริ่มต้นที่จะทำร้ายคู่กรณีอย่างชัดเจน ไม่ใช่เรื่องของอุบัติเหตุมูลฐานที่เกิดจากความปราศจากความระมัดระวัง
54
ความผิดอันก่อให้เกิดอันตรายแก่ประชาชนในการใช้รถใช้ถนนคือข้อใด
1.
การนำระเบิดไปฝังไว้ในที่จอดรถ
2.
การใช้นำมันราดทางเดินรถ
3.
บรรทุกผู้โดยสารในลักษณะห้อยโหน
4.
ถูกทุกข้อ
คำอธิบายเพิ่มเติม
เพราะการกระทำทั้งหมดที่ระบุไว้ล้วนสร้างความเสี่ยงร้ายแรงต่อชีวิต ทรัพย์สิน และสวัสดิภาพของผู้ใช้ทางโดยรวม ไม่ว่าจะเป็นการก่อวินาศกรรมในพื้นที่สัญจร การสร้างเงื่อนไขที่ทำให้รถเสียการทรงตัวจนเกิดอุบัติเหตุ หรือการขับขี่โดยฝ่าฝืนมาตรการความปลอดภัยในการบรรทุกผู้โดยสาร พฤติกรรมเหล่านี้ถือเป็นความผิดทางกฎหมายที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของสาธารณชนโดยตรง
55
ข้อใดไม่ใช้ “อันตรายสาหัส”
1.
แท้งลูก
2.
เสียแขน 1 ข้าง
3.
เจ็บป่วยทุกข์เวทนาเป็นเวลา 20 วัน
4.
เสียอวัยวะสืบพันธ์
คำอธิบายเพิ่มเติม
ตามกฎหมายอาญา การเจ็บป่วยด้วยอาการทุกข์เวทนาจะเข้าข่าย **"อันตรายสาหัส"** ต้องมีระยะเวลา **"เกินกว่า 20 วัน"** (คือตั้งแต่ 21 วันขึ้นไป) เท่านั้น ดังนั้น การเจ็บป่วยเพียง 20 วันพอดี จึงยังไม่ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ในขณะที่เหตุในตัวเลือกอื่นทั้งหมดล้วนจัดเป็นอันตรายสาหัสโดยกฎหมายโดยตรงอยู่แล้ว
56
การขับรถโดยประมาทหมายถึงข้อใด?
1.
นายมิ่งขับรถตัดหน้ารถของนายมากโดยจงใจ ทำให้รถนายมากเสียหลักพลิกคว่ำ
2.
นายเขียวเจตนาขับรถชนนายขาวจนถึงแก่ความตาย
3.
นายเหลี่ยมขับรถที่มีห้ามล้อชำรุดจนเป็นเหตุให้ชนคนตาย
4.
นายจักรตั้งใจขับรถชนนายจง แต่พลาดไปถูกนายจันบาดเจ็บสาหัส
คำอธิบายเพิ่มเติม
ตามกฎหมายจราจรทางบกและกฎหมายอาญา "การขับรถโดยประมาท" หมายถึง การกระทำที่ปราศจากความระมัดระวังซึ่งบุคคลในภาวะเช่นนั้นต้องมีตามวิสัยและพฤติการณ์ โดยผู้กระทำมิได้มีเจตนาหรือความตั้งใจที่จะให้เกิดอุบัติเหตุ
กรณีของนายเหลี่ยมถือเป็นความประมาทอย่างชัดเจน เนื่องจากผู้ขับขี่มีหน้าที่ต้องตรวจสอบและดูแลรักษาสภาพรถให้มีความปลอดภัยก่อนนำมาใช้งาน การละเลยนำรถที่ห้ามล้อ (เบรก) ชำรุดมาขับขี่ จึงเป็นการขาดความระมัดระวังที่ควรกระทำจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต ส่วนตัวเลือกอื่นทั้งหมดเป็นการกระทำโดยมี "เจตนา" หรือความตั้งใจกระทำผิด ซึ่งจัดเป็นคนละความผิดกับการกระทำโดยประมาท
กรณีของนายเหลี่ยมถือเป็นความประมาทอย่างชัดเจน เนื่องจากผู้ขับขี่มีหน้าที่ต้องตรวจสอบและดูแลรักษาสภาพรถให้มีความปลอดภัยก่อนนำมาใช้งาน การละเลยนำรถที่ห้ามล้อ (เบรก) ชำรุดมาขับขี่ จึงเป็นการขาดความระมัดระวังที่ควรกระทำจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นเสียชีวิต ส่วนตัวเลือกอื่นทั้งหมดเป็นการกระทำโดยมี "เจตนา" หรือความตั้งใจกระทำผิด ซึ่งจัดเป็นคนละความผิดกับการกระทำโดยประมาท
57
ในกรณีขับรถโดยประมาทชนผู้อื่นจนได้รับอันตรายสาหัส ผู้ขับรถต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามข้อใด?
1.
ค่าปลงศพ
2.
ค่ารักษาพยาบาล
3.
ค่าขาดไร้อุปการะ
4.
ถูกทุกข้อ
คำอธิบายเพิ่มเติม
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ การขับรถโดยประมาทชนผู้อื่นถือเป็นการกระทำละเมิด ซึ่งผู้กระทำผิดมีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอย่างครอบคลุมความเสียหายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ทั้งค่ารักษาพยาบาลจากการบาดเจ็บ ค่าขาดไร้อุปการะแก่บุคคลในครอบครัวที่ผู้เสียหายต้องดูแล และในกรณีที่อาการบาดเจ็บสาหัสนั้นส่งผลให้เสียชีวิตในเวลาต่อมา ย่อมรวมถึงค่าปลงศพด้วย ดังนั้น ขอบเขตความรับผิดทางแพ่งตามกฎหมายจึงครอบคลุมความเสียหายทุกข้อที่กล่าวมา
58
อันตรายสาหัสหมายถึงข้อใด?
1.
ตาบอดหรือหูหนวก
2.
บาดเจ็บรักษาตัวเกินกว่า 20 วัน
3.
ขาหักหรือแขนขาด
4.
ถูกทุกข้อ
คำอธิบายเพิ่มเติม
ตามประมวลกฎหมายอาญา (มาตรา 297) นิยามของ "อันตรายสาหัส" ครอบคลุมถึงการบาดเจ็บรุนแรงที่ส่งผลให้สูญเสียประสาทสัมผัสสำคัญ การสูญเสียหรือสูญเสียการทำงานของอวัยวะและแขนขา ตลอดจนการเจ็บป่วยจนไม่สามารถประกอบภารกิจตามปกติได้เกินกว่า 20 วัน ดังนั้น อาการบาดเจ็บตามที่ระบุในทุกตัวเลือกข้างต้น จึงเข้าข่ายอันตรายสาหัสตามกฎหมายทั้งหมด
59
นายวินัยขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้นายสมพลถึงแก่ความตาย และศาลลงโทษจำคุกไม่เกินสองปีแต่เนื่องจากนายวินัยไม่เคยต้องโทษในคดีอาญามา ก่อน ศาลจึงรอลงอาญาไว้ ท่านเข้าใจว่ารอลงอาญาหมายถึงข้อใด?
1.
ศาลพิพากษาว่านายวินัยไม่มีความผิด
2.
ศาลพิพากษาว่านายวินัยไม่ต้องรับโทษ
3.
ศาลพิพากษาว่านายวินัยมีความผิดแต่รอการลงโทษไว้
4.
ถูกทุกข้อ
คำอธิบายเพิ่มเติม
การ "รอลงอาญา" ตามกฎหมายอาญา หมายถึง ศาลพิพากษาตัดสินแล้วว่าจำเลย **มีความผิดจริง** และได้กำหนดบทลงโทษไว้เรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ศาลให้โอกาสจำเลยในการกลับตัว จึง **"ชะลอหรือรอการส่งตัวไปรับโทษจำคุกไว้ก่อน"** ตามระยะเวลาและเงื่อนไขที่ศาลกำหนด ไม่ได้หมายความว่าจำเลยพ้นผิดหรือไม่ต้องรับโทษตลอดไป ดังนั้น นายวินัยจึงมีความผิดตามคำพิพากษาแล้ว เพียงแต่ได้รับการรอการลงโทษไว้เท่านั้น
60
กรณีที่ผู้ขับขี่ขับรถโดยประมาทไปชนบุคคลอื่นใดจนถึงแก่ความตาย นอกจากผู้ขับขี่จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในทางแพ่งแล้ว ผู้ขับขี่จะต้องรับโทษทางอาญาในข้อใด?
1.
ประหารชีวิต
2.
จำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 20,000 บาท
3.
จำคุกตลอดชีวิต
4.
ริบทรัพย์สิน
คำอธิบายเพิ่มเติม
ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 291 การขับรถโดยประมาทจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย ถือเป็นความผิดที่กระทำโดยไม่มีเจตนา กฎหมายจึงไม่ได้กำหนดโทษอุกฉกรรจ์ถึงขั้นประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต แต่ระบุโทษทางอาญาไว้อย่างชัดเจนคือ **จำคุกไม่เกิน 10 ปี และปรับไม่เกิน 20,000 บาท** ซึ่งเป็นอัตราโทษที่ถูกต้องตรงตามข้อกำหนดกฎหมายและเกณฑ์มาตรฐานของข้อสอบใบขับขี่
61
ความผิดลหุโทษหมายถึงข้อใด?
1.
ความผิดซึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือนหรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาทหรือทั้งจำทั้งปรับ
2.
จำคุกตลอดชีวิต
3.
ประหารชีวิต
4.
จำคุก 50 ปี
คำอธิบายเพิ่มเติม
"ความผิดลหุโทษ" ตามประมวลกฎหมายอาญา หมายถึง ความผิดเล็กน้อยที่มีอัตราโทษเบาที่สุด โดยกฎหมายระบุบทลงโทษสูงสุดไว้เพียงจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งพันบาท (หรือทั้งจำทั้งปรับ) ซึ่งตรงตามนิยามทางกฎหมายโดยตรง และแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากตัวเลือกอื่นที่เป็นบทลงโทษร้ายแรงสำหรับความผิดอุกฉกรรจ์
62
นาย กนกขับรถด้วยความเร็วชนรถยนต์นายขมับได้รับความเสียหาย กรณีดังกล่าวนายขมับจะต้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่งภายในกำหนดเวลาเท่าใด?
1.
1 ปี นับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงละเมิด และรู้ตัวผู้จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน
2.
10 ปี นับแต่วันทำละเมิด
3.
ไม่มีกำหนดระยะเวลา
4.
ถูกทั้งข้อ ก และ ข
คำอธิบายเพิ่มเติม
กรณีดังกล่าวเป็นมูลคดีเรื่อง **"ละเมิด"** ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 ซึ่งได้กำหนดอายุความในการเรียกค่าสินไหมทดแทนไว้ 2 เงื่อนไข คือ **1 ปี** นับแต่วันที่ผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ต้องชดใช้ค่าเสียหาย หรือ **10 ปี** นับแต่วันที่ทำละเมิด (เกิดเหตุ)