📰

รวมบทความ & สาระน่ารู้

อัปเดตข่าวสาร กฎหมายจราจร เทคนิคการขับขี่ปลอดภัย และเคล็ดลับการเตรียมตัวสอบใบขับขี่ให้ผ่านฉลุย

คู่มือ “การอบรมใบอนุญาตขับรถ” ฉบับเข้าใจง่าย ทำใหม่หรือต่ออายุ ต้องรู้อะไรบ้าง? (อัปเดตล่าสุด)
20 May 2026

คู่มือ “การอบรมใบอนุญาตขับรถ” ฉบับเข้าใจง่าย ทำใหม่หรือต่ออายุ ต้องรู้อะไรบ้าง? (อัปเดตล่าสุด)

หลายคนที่กำลังวางแผนจะทำใบขับขี่ใหม่ หรือถึงเวลาต้องต่ออายุใบขับขี่ อาจจะเกิดความสงสัยว่า "ยังต้องไปนั่งอบรมที่ขนส่งอยู่ไหม?" หรือ "อบรมออนไลน์ได้หรือเปล่า?"การเข้ารับ "การอบรมใบอนุญาตขับรถ" ถือเป็นด่านสำคัญที่ไม่ใช่แค่พิธีการ แต่เป็นการเรียนรู้กฎกติกาเพื่อความปลอดภัยบนท้องถนน บทความนี้จะสรุปทุกเรื่องที่คุณต้องรู้เกี่ยวกับการอบรมใบขับขี่ในยุคปัจจุบัน แบบภาษาคนทั่วไป อ่านปุ๊บ เข้าใจปั๊บครับ!ทำไมต้องมีการอบรมใบอนุญาตขับรถ?กรมการขนส่งทางบกกำหนดให้มีการอบรม เพื่อให้ผู้ขับขี่ทุกคนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับ:กฎหมายจราจร : กฎ กติกา มารยาท ที่อัปเดตใหม่ๆเครื่องหมายจราจร : ป้ายต่างๆ ที่เราเห็นบนถนนมีความหมายว่าอย่างไรการขับขี่อย่างปลอดภัย : เทคนิคการลดอุบัติเหตุ และการมีจิตสำนึกสาธารณะสรุปง่ายๆ คือ การอบรมช่วยให้เรา "ขับเป็น" และ "ขับปลอดภัย" ไม่ใช่แค่ "ขับได้" เท่านั้นครับใครบ้างที่ต้องเข้ารับการอบรม?แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักๆ ครับ1. ผู้ที่ทำใบขับขี่ใหม่ (ครั้งแรก)จำเป็นต้องอบรมทุกคน ไม่ว่าจะเป็นรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์ต้องอบรมหลักสูตรเต็ม เพื่อปูพื้นฐานความรู้ทั้งหมดก่อนไปสอบข้อเขียนและสอบปฏิบัติ2. ผู้ที่ต้องการต่ออายุใบขับขี่กรณีต่อก่อนหมดอายุ หรือหมดอายุไม่เกิน 1 ปี : อาจไม่ต้องอบรม (ขึ้นอยู่กับประเภทใบขับขี่ แต่ส่วนใหญ่ปัจจุบันแนะนำให้อบรมออนไลน์เพื่อความรวดเร็ว)กรณีใบขับขี่หมดอายุเกิน 1 ปีขึ้นไป : จำเป็นต้องกลับมาอบรมใหม่ และอาจต้องสอบข้อเขียนหรือสอบปฏิบัติเพิ่มด้วยยุคใหม่ สะดวกกว่าเดิม: อบรมออนไลน์ vs ออฟไลน์ปัจจุบันเรามีทางเลือกในการอบรมที่สะดวกขึ้นมาก โดยแบ่งเป็น 2 ช่องทางหลัก1. การอบรมออนไลน์ (DLT e-Learning)นี่คือทางเลือกยอดฮิตสำหรับยุคนี้!เหมาะสำหรับ: ผู้ที่ต้องการ "ต่ออายุใบอนุญาตขับรถ" (เป็นหลัก) และผู้ที่ใบขับขี่สิ้นอายุไม่เกิน 1 ปีข้อดี: สะดวกมาก ทำที่ไหนเมื่อไหร่ก็ได้ผ่านมือถือหรือคอมพิวเตอร์ ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปขนส่งวิธีทำ: เข้าไปที่เว็บไซต์ www.dlt-elearning.com ลงทะเบียน ดูวิดีโอให้จบ และตอบคำถามระหว่างดูข้อควรระวัง: ผลการอบรมออนไลน์มีอายุ 90 วัน (บางช่วงเวลาอาจปรับเป็น 6 เดือน ควรเช็กประกาศล่าสุด) เมื่ออบรมเสร็จต้องรีบจองคิวไปถ่ายรูปทำบัตรนะครับ2. การอบรมที่สำนักงานขนส่ง หรือ โรงเรียนสอนขับรถ (ออฟไลน์)วิธีคลาสสิกที่ยังจำเป็นสำหรับบางกลุ่มเหมาะสำหรับ: ผู้ที่ "ทำใบขับขี่ใหม่ครั้งแรก" หรือผู้ที่ใบขับขี่ขาดเกินกำหนดนานๆ ที่ระบบไม่อนุญาตให้อบรมออนไลน์ข้อดี: ได้เรียนกับวิทยากรโดยตรง สอบถามข้อสงสัยได้ทันทีวิธีทำ: ต้องจองคิวล่วงหน้าผ่านแอปพลิเคชัน DLT Smart Queue เพื่อระบุวันและเวลาที่จะเข้าไปนั่งอบรมที่สำนักงานขนส่งต้องอบรมกี่ชั่วโมง? (สรุปแบบเข้าใจง่าย)ระยะเวลาในการอบรมขึ้นอยู่กับว่าคุณมาทำอะไรครับประเภทผู้เข้ารับการอบรมระยะเวลาโดยประมาณเนื้อหาหลักทำใบขับขี่ใหม่ (ส่วนบุคคล)5 ชั่วโมงกฎหมาย, การขับขี่ปลอดภัย, มารยาท, การปฐมพยาบาลต่ออายุ (ส่วนบุคคล) - ออนไลน์1 ชั่วโมงทบทวนกฎจราจร, จิตสำนึกการขับขี่ต่ออายุ (ขนส่งสาธารณะ)2 ชั่วโมงเน้นการให้บริการและหน้าที่ผู้ขับรถสาธารณะใบขับขี่ขาดเกิน 1 ปี2 - 5 ชั่วโมงขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ขาดหมายเหตุ: เวลาอาจมีการเปลี่ยนแปลงตามประกาศของกรมการขนส่งทางบกสรุปขั้นตอนง่ายๆ ก่อนไปอบรมเช็กสถานะตัวเอง : จะทำใหม่ หรือจะต่ออายุ? ใบขับขี่เดิมขาดนานแค่ไหน?เลือกช่องทาง : ถ้าต่ออายุ ลองเช็กระบบ DLT e-Learning ก่อนว่าทำออนไลน์ได้ไหม ถ้าทำใหม่ ต้องไปขนส่งแน่นอนจองคิว (สำคัญมาก) : หากต้องไปขนส่ง โหลดแอป DLT Smart Queue แล้วจองคิวล่วงหน้า อย่า Walk-in ไปเสี่ยงดวงเตรียมตัวให้พร้อม : ถ้าอบรมออนไลน์ หามุมสงบๆ ตั้งใจดูวิดีโอ ถ้าไปขนส่ง แต่งกายสุภาพ เตรียมเอกสารให้ครบการผ่าน "การอบรมใบอนุญาตขับรถ" ไม่ใช่เรื่องยาก เพียงแค่คุณเข้าใจขั้นตอนและเตรียมตัวให้ถูกต้อง ก็ช่วยประหยัดเวลา และทำให้คุณเป็นผู้ขับขี่ที่มีคุณภาพบนท้องถนนแล้วครับ!

อ่านเพิ่มเติม
แนวทางสอบใบขับขี่ ฉบับอัปเดตปี 2569
20 May 2026

แนวทางสอบใบขับขี่ ฉบับอัปเดตปี 2569

แนวทางสอบใบขับขี่ เตรียมตัวก่อนไปสนาม เอกสารที่ต้องใช้ ฉบับอัปเดตปี 2569ก่อนจะจองคิว สิ่งแรกที่ต้องเช็กคือความพร้อมของเอกสารครับ เพื่อไม่ให้เสียเวลาเมื่อไปถึงขนส่งเอกสารที่ต้องเตรียมรายละเอียดเพิ่มเติมบัตรประชาชนตัวจริงต้องไม่หมดอายุใบรับรองแพทย์ออกไว้ไม่เกิน 1 เดือน (ต้องเป็นแบบมาตรฐานที่แพทยสภารับรอง)หลักฐานการจองคิวแคปหน้าจอจากแอป DLT Smart Queue5 ขั้นตอนการสอบใบขับขี่ (ฉบับมือใหม่)1. จองคิวล่วงหน้า (สำคัญมาก!)ปัจจุบันการเดิน Walk-in เข้าไปเลยอาจจะไม่ได้คิว แนะนำให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน DLT Smart Queue เพื่อเลือกวัน เวลา และสถานที่ขนส่งที่คุณสะดวกที่สุดครับ2. ทดสอบสมรรถภาพร่างกายเมื่อไปถึงขนส่งตามนัด จะมีการทดสอบพื้นฐาน 4 อย่าง:ทดสอบสายตาตาบอดสี: บอกสี ไฟจราจร (แดง เหลือง เขียว)ทดสอบสายตาทางกว้าง: มองจุดสีด้านข้างโดยไม่หันหน้าทดสอบสายตาทางลึก: ปรับแท่งไม้ให้ขนานกันในระยะที่กำหนดทดสอบปฏิกิริยาเท้า: การเหยียบเบรกเมื่อเห็นไฟแดง3. อบรมภาคทฤษฎีสำหรับใบขับขี่ใหม่ ต้องอบรมประมาณ 5 ชั่วโมง (อาจอบรมออนไลน์ผ่านระบบ DLT e-Learning มาก่อนเพื่อประหยัดเวลา ทั้งนี้ควรเช็กระเบียบล่าสุดของแต่ละพื้นที่ด้วยครับ)4. สอบข้อเขียน (Theory Test)ข้อสอบมีทั้งหมด 50 ข้อ คุณต้องทำคะแนนให้ได้ 90% หรือ 45 ข้อขึ้นไป ถึงจะผ่าน!เทคนิค: เน้นอ่านเรื่องเครื่องหมายจราจร, รูปภาพสถานการณ์รถคันไหนมีสิทธิ์ไปก่อน และมารยาทในการขับขี่ แนวทางสอบใบขับขี่5. สอบภาคปฏิบัติ (Driving Test)นี่คือด่านที่หลายคนกังวลที่สุด โดยมี 3 ท่าบังคับหลักคือ:ท่าขับรถเดินหน้าและถอยหลังในทางตรง: ห้ามชนเสาและห้ามเครื่องดับท่าขับรถเดินหน้าและหยุดรถเทียบทางเท้า: ล้อต้องห่างจากขอบทางไม่เกิน 25 ซม. และหน้ารถต้องหยุดไม่เกินเส้นที่กำหนดท่าถอยรถเข้าจอด: การถอยเข้าซองในพื้นที่จำกัด (เปลี่ยนเกียร์ได้ไม่เกิน 7 ครั้ง)เคล็ดลับ “สอบครั้งเดียวผ่าน” ทำอย่างไร?ฝึกทำข้อสอบเก่าออนไลน์: ในอินเทอร์เน็ตมีแนวข้อสอบเสมือนจริงให้ลองทำเยอะมาก ช่วยให้คุ้นเคยกับโจทย์เช็กสภาพรถก่อนสอบ: ไฟเลี้ยว ไฟเบรก แตร ต้องทำงานปกติ เพราะถ้าอุปกรณ์ไม่พร้อม เจ้าหน้าที่อาจไม่อนุญาตให้ใช้สอบตั้งสติและไม่รีบ: ในท่าถอยเข้าซอง ความตื่นเต้นทำให้เรากะจังหวะพลาดได้ ให้ค่อยๆ ขยับรถใจเย็นๆ ครับสรุปการสอบใบขับขี่ไม่ใช่เรื่องของการวัดดวง แต่คือการวัด “ความพร้อม” และ “ความรับผิดชอบ” ต่อส่วนรวม หากคุณเตรียมเอกสารครบ ฝึกซ้อมท่าปฏิบัติจนคล่อง และทำความเข้าใจกฎจราจร การได้รับใบขับขี่มาครอบครองก็อยู่แค่เอื้อมครับ

อ่านเพิ่มเติม
เทคนิคขับรถเข้าช่องจอด ทำได้ง่าย แม้เป็นมือใหม่
20 May 2026

เทคนิคขับรถเข้าช่องจอด ทำได้ง่าย แม้เป็นมือใหม่

เทคนิคขับรถเข้าช่องจอด เป็นหนึ่งในทักษะที่หลายคนกังวล โดยเฉพาะพื้นที่แคบหรือมีรถจอดชิดกัน แต่หากรู้เทคนิคที่ถูกต้อง ทุกคนสามารถทำได้อย่างมั่นใจ บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจขั้นตอนสำคัญและเคล็ดลับที่ใช้งานได้จริง1. ทำไมต้องรู้เทคนิคขับรถเข้าช่องจอดเพิ่มความปลอดภัย ลดโอกาสเกิดรอยเฉี่ยวชนประหยัดเวลา ไม่ต้องถอยหรือเลี้ยวหลายรอบช่วยให้ขับรถคล่องตัวมากขึ้นในทุกสถานการณ์2. เตรียมตัวก่อนเข้าจอด✔ ตรวจสอบพื้นที่ดูว่าช่องจอดกว้างพอหรือไม่ มีสิ่งกีดขวางหรือจุดเสี่ยงอยู่ตรงไหน✔ เปิดสัญญาณไฟเลี้ยวเพื่อให้รถคันอื่นรู้ว่าคุณกำลังจะเข้าจอด ลดการเกิดอันตราย✔ ลดความเร็วการเข้าจอดต้องใช้ความแม่นยำ ยิ่งช้าก็ยิ่งควบคุมได้ดี3. เทคนิคการขับเข้าแบบต่าง ๆ📌 3.1 จอดแบบขนาน (Parallel Parking)ขับรถให้ขนานกับรถคันหน้า ห่างประมาณ 50–70 ซม.ถอยหลังจนล้อหลังของคุณตรงกับกันชนรถคันหน้าหมุนพวงมาลัยจนสุด แล้วถอยช้า ๆเมื่อรถเริ่มตรง ให้หมุนกลับและปรับระยะ📌 3.2 จอดแบบเข้าตรง (Perpendicular Parking)เปิดไฟเลี้ยว และชะลอความเร็วดูจุดกึ่งกลางระหว่างช่องจอดหมุนพวงมาลัยให้แม่นจังหวะเพื่อให้รถเข้าแนวตรงปรับมุมเล็กน้อยเพื่อให้ยางล้ออยู่ศูนย์กลางของช่อง📌 3.3 จอดแบบเฉียง (Diagonal Parking)เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นเพราะง่ายที่สุดเล็งรถให้ปะทะกับมุมช่องจอดในองศาที่เหมาะขับเข้าอย่างช้า ๆ แล้วปรับให้รถอยู่ตรงกลางช่อง4. เคล็ดลับเพิ่มโอกาสจอดได้สวยเป๊ะใช้กระจกมองข้างช่วยประเมินระยะอย่าหมุนพวงมาลัยเร็วจนเกินไปใช้เบรกคุมรถให้เคลื่อนที่ช้าสุดเพื่อความแม่นยำหากเลี้ยวไม่ทัน รีเซ็ตใหม่ ไม่มีใครผิดที่จอดไม่เข้าครั้งแรก!5. สรุปเทคนิคการเข้าช่องจอดไม่ใช่เรื่องยาก หากคุณฝึกมุมเลี้ยว ระยะ และจังหวะให้ชำนาญ ยิ่งฝึกบ่อยก็ยิ่งคล่องตัว ลดความเครียดเวลาหาที่จอดรถ พร้อมเพิ่มความปลอดภัยทั้งต่อตัวเองและรถของผู้อื่น

อ่านเพิ่มเติม