เมนู

เคล็ดลับเลือกซื้อฟิล์มกรองแสง

ปัจจุบันนี้ไม่มีกฎหมายควบคุมความเข้มของฟิล์มกรองแสงรถยนต์ คิดในแง่ดีเราได้อิสระในการเลือกใช้ แต่ในแง่ร้าย มีคนที่ใช้ประโยชน์จากการแอบแฝงตัวเพื่อก่ออาชญากรรม โดยรถยนต์ แต่เรื่องนี้ไม่ต้องมาเตะที่ความเข้มของฟิล์มกรองแสง กันอีกให้เป็นประเด็นเพราะว่าเราสามารถหาวิธีอื่นๆ ป้องกันอาชญากรรมได้หลากทาง หากคนของเรา ระบบของเรา ข้าราชการของเรา รู้จักคำว่า “คุณภาพชีวิต” เท่าที่รับฟังจากการเลือกซื้อ พบว่า ส่วนหนึ่งคนซื้อยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับ ฟิล์มกรองแสง โดยเฉพาะความเข้าใจระหว่างความทึบแสงกับความสามารถใน การป้องกันความร้อน ความเข้าใจที่ว่า ฟิล์มที่มีสีเข้มหรือทึบ ช่วยลดความร้อนได้ดี ในความจริงแล้ว สีของฟิล์มไม่ได้เป็นตัวช่วยลดความร้อน แต่กลับเป็นสารเคลือบตัวอื่นๆ ที่ทำหน้าที่หลักนี้ รู้จักฟิล์มกรองแสง ฟิล์มกรองแสง ทำจากพลาสติก โพลีเอสเตอร์ที่มีความเหนียว บาง เรียบ สามารถแนบสนิทเป็นเนื้อเดียวกับกระจก โดยยึดกระจกด้วยกาวที่มีความใส ดังนั้น เราจึงมองผ่านฟิล์มได้ชัดเจน ฟิล์มกรองแสงรถยนต์ที่ต้องการกันความร้อนนั้น ต่างกับฟิล์มลดแสงสว่างทั่วไป เพราะฟิล์มกรองแสงทั่วไป ย้อมสีเพื่อกรองแสงสว่างเท่านั้น ในขณะที่ฟิล์มกรองแสงที่กันความร้อนจะต้องลดรังสีอัลตราไวโอเลตได้ด้วย ฟิล์มย้อมสี เป็นฟิล์มที่มีคุณสมบัติในการลดแสงสว่าง ที่ผ่านเข้ามาทางกระจกเท่านั้น แต่ไม่ได้มีคุณสมบัติในการลดความร้อน หรือหากมีก็มีเพียงเล็กน้อย เมื่อมีการใช้งานไปสักระยะหนึ่ง ฟิล์มจะกลายสีเป็นสีม่วง ซึ่งให้ทัศนวิสัยในการขับขี่รถยนต์ที่ผิดเพี้ยน เป็นอันตราย แต่หากฟิล์มกรองแสงทั่วไปผลิตมาจากโพลีเอสเตอร์คุณภา พสูง จะมีคุณสมบัติในการลดรังสีอัลตราไวโอเลตด้วย ฟิล์มกรองแสงลดความร้อน หรือ ฟิล์มเคลือบโลหะ เป็นฟิล์มกรองแสงที่มีคุณสมบัติในการลดความร้อนที่ผ่านเข้ามาทางกระจกได้ดี โดยอาศัยคุณสมบัติของไอโลหะที่เคลือบบนฟิล์มในการกรอ งความร้อน และสะท้อนความร้อน ซึ่งมีผลให้ความร้อนผ่านเข้ามาทางกระจกได้น้อยลง สีของฟิล์มที่ได้จะแตกต่างไปตามประเภทของไอโลหะที่นำ มาเคลือบ รวมทั้งยังสามารถย้อมสีของฟิล์มเพื่อให้ฟิล์มมีสีต่างๆ ได้ โดยปกติกระบวนการเคลือบไอโลหะมีขั้นตอนซับซ้อน และค่าใช้จ่ายสูง เทคนิคเลือกใช้บริการ สิ่งที่ควรพิจารณาในการเลือกใช้ฟิล์มกรองแสงจะต้องพิจารณาจากอะไรบ้าง ซึ่งก็มีข้อสังเกตและควรพิจารณาด้วยกันหลายประการ สิ่งที่น่าจะต้องพิจารณาอันดับแรก ก็คือ ให้ตรวจสอบดูว่าฟิล์มกรองแสงที่ทางร้านค้านำมาติดตั้ งนั้น ยี่ห้อตรงกับที่เราเลือกไว้หรือไม่ ซึ่งยี่ห้อนั้นแสดงถึงความมีมาตรฐานของผู้ประกอบการ ความตั้งใจในการดำเนินธุรกิจ รวมไปถึงประสบการณ์ในการทำธุรกิจนี้ว่ามีมานานแค่ไหน ไม่ได้มีการโฆษณาหลอกลวงผู้บริโภค ซึ่งบางครั้งเราจะเห็นผู้ประกอบการบางรายเข้ามาทำตลาด แล้วในช่วงระยะแรกหากทำตลาดไม่ดี ก็ปิดบริษัท ล้มยี่ห้อ จากนั้นก็ไปเปิดในชื่อใหม่ และเปลี่ยนยี่ห้อไปเรื่อยๆ เลือกรับประกัน การรับประกันคุณภาพเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาควบคู่ในการตัดสินใจ โดยทั่วไปแล้วฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์จะมีการรับประกัน คุณภาพไม่ต่ำกว่า 5 ปี บางราย 7 หรือ 10 ปี ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข ซึ่งจะต้องดูรายละเอียดของการรับประกันด้วย เลือกร้านติดตั้ง ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายก็มีส่วนสำคัญที่ต้องพิจารณาประกอบ ทุกวันนี้ฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์จะขายผ่านร้านประดับยนต์ ร้านติดตั้งเครื่องเสียง ซึ่งร้านเหล่านี้จะมีทั้งที่ได้รับการแต่งตั้งจากผู้จำหน่ายโดยตรง กับไม่ได้รับการแต่งตั้ง ร้านที่ไม่ได้รับการแต่งตั้งจะนำฟิล์มเข้ามาจำหน่ายเอง ซึ่งก็เสี่ยงต่อฟิล์มคุณภาพต่ำ บางแห่งก็เสนอฟิล์มแบบมียี่ห้อ ให้ดู พอตอนติดตั้งแอบไปเอาฟิล์มอะไรไม่รู้มาติดรถ อย่างนี้ก็มี เราสามารถพิจารณาได้ว่าร้านใดได้รับการแต่งตั้งให้เป็นตัวแทนจำหน่ายหรือไม่ โดยสังเกตจากป้ายหน้าร้าน หรือใบที่ได้รับการแต่งตั้ง หรือใบรับประกันสินค้า หรือถ้าต้องการความมั่นใจโทรศัพท์สอบถามจากผู้นำเข้า โดยตรง และควรเลือกร้านที่มีห้องสำหรับการติดฟิล์มโดยเฉพาะ เนื่องจากฝุ่นคือศัตรูตัวร้ายกาจของการติดฟิล์ม ฝีมือช่างต้องชำนาญ การติดฟิล์มกรองแสงรถยนต์หากได้ฟิล์มคุณภาพ แต่หากช่างที่ติดตั้งไม่มีฝีมือก็ไร้ประโยชน์ การติดฟิล์มกรองแสงนั้น นอกจากคุณภาพของฟิล์มแล้ว หากต้องการให้ฟิล์มอยู่คงทนนานต้องขึ้นอยู่ที่ฝีมือข องช่างคนนั้นด้วยช่างที่ติดฟิล์มจะต้องมีฝีมือในการกรีดฟิล์ม เพราะหากมือไม่ดีพอ เวลาที่กรีดฟิล์มลงสู่กระจกจะทำให้ฟิล์มนั้นไม่เสมอกัน โดยเฉพาะตรงขอบกระจก และถ้าเลวร้ายไปกว่านั้น บางครั้งอาจกรีดโดนกระจกรถยนต์ และทำให้เป็นรอยได้ รู้ทันเทคนิคการขายฟิล์ม ในกรณีที่ร้านค้าบางร้าน มีการสาธิตหรือทดสอบคุณภาพของฟิล์มให้ดู เราควรพิจารณาถึงวิธีการทดสอบคุณภาพของฟิล์มด้วยว่าเชื่อถือได้หรือไม่ เช่น การทดสอบฟิล์มด้วยแสงสปอตไลท์ ไม่ว่าจะโดยการให้ผู้บริโภคใช้มือบัง หรือยืนท่ามกลางแสงสปอตไลท์ เป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง เพราะเราได้รับความร้อนจากแสงแดดไม่ใช่แสงสปอตไลท์ ซึ่งแหล่งกำเนิดแสงทั้งสองชนิดนี้ มีลักษณะแตกต่างกัน และที่แย่กว่านั้นคือ เจ้าฟิล์มที่นำมาทดลองเป็นคนละชนิดกับฟิล์มติดรถ กาวสะท้อนคุณภาพฟิล์ม ฟิล์มกรองแสงที่ดีจะต้องพิจารณาจากคุณสมบัติของกาวด้วย กาวที่ดีต้องมีความบางใส และเหนียว เมื่อติดแล้วต้องทนทานต่อสภาวะความร้อนเย็นของกระจกที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ยึดติดกับกระจกได้ดีไม่ทำให้ฟิล์มกรองแสงนั้นๆ พอง ลอก ล่อน เป็นฟองอากาศ อีกทั้งกาวที่ดีควรมีคุณสมบัติที่ติดแน่นกับเนื้อฟิล์ม เมื่อต้องการลอกฟิล์มออกมา กาวควรอยู่บนด้านฟิล์มมิใช่ด้านกระจก รวมทั้งกาวจะต้องไม่เปลี่ยนสี ซึ่งก่อให้เกิดการเปลี่ยนสีของฟิล์มที่ติด ที่เรียกว่าฟิล์มเป็นสนิม นอกจากนี้ ฟิล์มที่ดีจะต้องป้องกันรอยขีดข่วน หรือเคลือบสารกันรอยขีดข่วน ฟิล์มกรองแสงทำมาจากโพลีเอสเตอร์ มีจุดอ่อนในเรื่องความอ่อนของผิว ซึ่งมักสามารถเป็นรอยเส้นคล้ายรอยขนแมวได้ง่าย เมื่อมีการขีดข่วนจากการใช้งานปกติ แต่ปัจจุบันได้มีการคิดค้นสารเคมีที่ทำหน้าที่เคลือบ แข็งบนผิวของฟิล์ม ทำหน้าที่ในการป้องกันการขีดข่วนจากการใช้งานปกติ คุณสมบัตินี้ทำให้ฟิล์มมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น และดูสวยงามตลอดอายุการใช้งาน จำไว้ว่าฟิล์มกรองแสงที่ดีไม่ใช่ฟิล์มที่ช่วยลดแสงจ้าได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีความสามารถในการสะท้อนแสงอาทิตย์ได้ ทำให้ผู้ใช้รู้สึกสบายในการขับขี่ รวมทั้งช่วยประหยัดพลังงานในการทำงานของเครื่องปรับอากาศในรถด้วย ซึ่งการเลือกฟิล์มที่มีค่า SHADING COEFFICENT (SC) ต่ำๆ ยังมีส่วนช่วยลดพลังงานที่ใช้ในการปรับอากาศได้ และที่สำคัญต้องเป็นฟิล์มที่มีความปลอดภัยสามารถยืดเกาะกระจกได้ ทุกวันนี้ฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์ที่ขายอยู่ในตลาด มีมากมายเกือบ 100 ยี่ห้อ มีทั้งแบบที่มั่นคงถาวร และแบบเวียนว่ายตายเกิด สร้างยี่ห้อออกมาขาย พอขายไม่ได้ก็เปลี่ยนยี่ห้อไปเรื่อยๆ ทั้งที่เป็นฟิล์มตัวเดิม เวลาเลือกจึงต้องระวัง ยี่ห้อ

เกจ์วัด ติดไว้เพื่ออะไร ?

เกจ์วัด ติดไว้เพื่ออะไร ? เรามาดูความหมายของเกจ์วัดต่างๆกันดีกว่า Boost หรือ มาตรวัดแรงดันเทอร์โบ สำหรับในส่วนนี้ รถบ้านอาจจไม่จำเป็นต้องใส่ เพราะเกจตัวนี้ เป็นมาตรวัดแรงดันของเทอร์โบ สำหรับรถที่มีการติดตั้งระบบอัดอากาศ โดยที่จะแสดงระดับของอากาศที่เข้ามา เพื่อดูปริมาตรของแรงดันอากาศที่เข้าสู่เครื่องยนต์ ซึ่งสามารถบอกอาการได้อีกหลายอย่าง ความเร็วในการบูสต์ รวมถึงอาการรั่วไหลที่อาจเกิดขึ้นได้ในระบบ Oil Temp หรือ มาตรวัดอุณหภูมิน้ำมันเครื่องชื่อก็บอกกันอยู่แล้ว สำหรับเกจวัดตัวนี้ ว่าเอาไว้วัดอุณหภูมิน้ำมันเครื่องนั่นเองครับ เหตุผลที่ต้องมีก็เพราะว่า บางครั้งการโมดิฟายเครื่องยนต์ เช่น เพิ่มระบบอัดอากาศ มีส่วนก่อให้เกิดความร้อนที่มากกว่ารถเดิมทั่วไป ประกอบกับหากไม่มีระบบการจัดการที่ดี จะทำให้อุณหภูมิของน้ำมันเครื่องสูงขึ้นกว่าเดิม ซึ่งเจ้า Oil Temp สามารถตรวจสอบ และแจ้งเตือนการเกิดความร้อนของน้ำมันเครื่องที่อาจก่อให้เกิดอันตรายกับเครื่องยนต์ได้ ซึ่งอุณหภูมิที่เหมาะสม ควรจะอยู่ที่ 80 – 110 องศาเซลเซียส และไม่ควรเกิน 130 องศาเซลเซียส หากอุณหภูมิพุ่งสูงถึงขนาดนั้น อาจจำเป็นต้องหา Oil Cooler มาติดตั้งเพื่อช่วยลดอุณหภูมิของน้ำมันเครื่อง Oil Press หรือ มาตรวัดแรงดันน้ำมันเครื่อง เกจวัดตัวนี้ ถือว่าจะเห็นได้บ่อยๆ ตามรถทั่วไปที่นิยมติดกัน หลักการทำงานของมัน คือ แสดงแรงดันของน้ำมันเครื่อง ทำให้เรารู้สถานะ รวมถึงคุณสมบัติของน้ำมันเครื่อง ว่ามีค่าความหนืด หรือแรงดันที่เหมาะสมกับหรือไม่ ซึ่งเราสามารถตรวจสอบได้โดยการดูระดับแรงดันนั่นเอง หากน้ำมันเครื่องเหลวเกินไป เครื่องยนต์จะดูดง่ายทำให้แรงดันต่ำ ในทางกลับกันหากน้ำมันเครื่องที่ใช้หนืดเกินไป อาจทำให้แรงดันสูง โดยแรงดันน้ำมันเครื่องปกติควรอยู่ที่ 3-4 kg/cm2 และไม่ควรเกิน 6kg/cm2 Fuel Press หรือ มาตรวัดแรงดันเชื้อเพลิง สำหรับตัวนี้ อาจจะไม่ค่อยเห็นรถทั่วไปใส่กัน นอกเสียจากเป็นรถที่ต้องเฝ้าระวังเรื่องน้ำมันเชื่อเพลิง เหมือนรถที่โมดิฟายมาเยอะๆ หรือติดตั้งระบบอัดอากาศ เพราะว่าเจ้าเกจ์ตัวนี้ จะตรวจสอบแรงดันน้ำมันเชื้อเพลิงตามแวคคั่มรวมถึงแรงดันบูสต์จากเครื่องยนต์ ซึ่งวิธีดูก็จะอิงจากรอบเดินเบาเป็นหลัก หากเป็นรถที่มีการติดเทอร์โบ ค่าของแรงดันจะแปรผันไปตามอัตราบูสต์ที่เราตั้งไว้ เช่น รอบเดินเบาตั้งไว้ที่ 3.0 บาร์ และรถเซ็ตบูสต์ไว้ที่ 1 บาร์ ในขณะที่บูสต์เต็ม เข็มวัดแรงดันน้ำมันเชื้อเพลิง ควรจะอยู่ที่ 4 บาร์ เป็นต้น ซึ่งหาว่าแรงดันเชื้อเพลิงต่ำกว่า แสดงว่าระบบการจ่ายเชื้อเพลิง อาจเกิดการบกพร่อง หรือทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ Water Temp หรือ มาตรวัดอุณหภูมิน้ำ คงไม่ต้องอธิบายอะไรมากมาย เพราะชื่อก็บอกอยู่แล้ว ว่าหน้าที่สำคัญคือ การวัดอุณหภูมิของน้ำในระบบหล่อเย็น ให้อยู่ในช่วงที่ไม่สูงจนเกินไป โดยที่อุณหมูิ จะต้องไม่เกิน 90-100 องศาเซลเซียส หากกล่าวโดยทั่วไปแล้ว รถทุก ๆก็จะมีมาตรวัดอุณหภูมิของน้ำติดตั้งมาให้จากโรงงาน เพื่อนๆ คงคิดว่าจะติดไปทำไม เพราะว่าของเดิมๆ นั้น จะโชว์ว่ามีอาการผิดปปกรติต่อเมื่ออุณหภูมิสูงมากๆ ไฟจึงจะเตือนขึ้น กลับกันหากเป็นมาตรวัดแบบนี้ จะทำให้รู้ได้ทันที หากอุณภูมิสูงขึ้นเพียงเล็กน้อย EXT Temp หรือ มาตรวัดอุณหภูมิไอเสีย มาตรวัดอุณหภูมิไอเสีย เพื่อนๆ อาจจะมองว่าดูไม่น่าจะเป็นเกจ์วัดที่จำเป็น แต่หารู้ไม่ครับ อุณหภูมิของไอเสียนั้น สามารถบอกอะไรเราได้เหมือนกัน นั่นก็คือ ความหนาความบางของการฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงโดยที่หากมีการจูนบาง ไอเสียที่ออกมาจะค่อนข้างอุณหภูมิสูง แต่ประเด็นจุดหลักสำคัญของมันคือ การดูร่วมกับ A/F Ratio เพื่อตรวจสอบอัตราส่วนการผสมระหว่างน้ำมันและอากาศ Water Temp หรือ มาตรวัดอุณหภูมิน้ำ คงไม่ต้องอธิบายอะไรมากมาย เพราะชื่อก็บอกอยู่แล้ว ว่าหน้าที่สำคัญคือ การวัดอุณหภูมิของน้ำในระบบหล่อเย็น ให้อยู่ในช่วงที่ไม่สูงจนเกินไป โดยที่อุณหมูิ จะต้องไม่เกิน 90-100 องศาเซลเซียส หากกล่าวโดยทั่วไปแล้ว รถทุก ๆก็จะมีมาตรวัดอุณหภูมิของน้ำติดตั้งมาให้จากโรงงาน เพื่อนๆ คงคิดว่าจะติดไปทำไม เพราะว่าของเดิมๆ นั้น จะโชว์ว่ามีอาการผิดปปกรติต่อเมื่ออุณหภูมิสูงมากๆ ไฟจึงจะเตือนขึ้น กลับกันหากเป็นมาตรวัดแบบนี้ จะทำให้รู้ได้ทันที หากอุณภูมิสูงขึ้นเพียงเล็กน้อย Volt หรือ มาตรวัดกระแสไฟฟ้า ตัวนี้เป็นอีก 1 ตัว ที่ค่อนข้างจำเป็น เพราะสามารถบอกสถานะของแบตเตอรี่ ซึ่งวิธีการดูก็ไม่ยากครับ ระดับพลังงานควรอยู่ที่ 12 Volt ไม่ว่าจะจอดใว้นานแค่ไหน ซึ่งหากต่ำกว่านั้น อาจสื่อว่าแบตเตอรี่เริ่มเก็บไฟไม่อยู่นั่นเอง A/F Ratio หรือ มาตรวัดส่วนผสมระหว่างน้ำมันกับอากาศ หน้าที่หลักๆ ของเจ้าตัวนี้ คือ ตรวจสอบส่วนผสมที่สำคัญที่สุดของเครื่องยนต์ นั่นคือ อากาศ และ น้ำมันเชื่อเพลิง ให้อยู่ในอัตราส่วนที่เหมาะสม…

ข้อดีของผ้าชามัวร์

ผ้าชามัวร์ทำมาจากหนังเลียงผา แต่ปัจจุบันผ้าชามัวร์ที่ทำจากหนังเลียงผาแท้นั้นค่อนข้างหาได้ยาก หรือแทบจะไม่มีให้เห็นเลยก็ว่าได้ จึงนิยมใช้เป็นหนังแพะแทน มีผู้คิดค้นที่จะนำเอาหนังหมูและแกะมาทำแทน เนื่องจากมีราคาถูกและหาได้ง่าย จนไปถึงการทำผ้าชามัวร์แบบสังเคราะห์ ข้อดีของผ้าชามัวร์ 1. มีคุณสมบัติทำความสะอาดได้ดีเพราะดูดซับน้ำอย่างดีเยี่ยม แห้งสนิท ไม่ทิ้งคราบ ซึมซับน้ำได้ดีกว่าผ้าธรรมดา 8 เท่า 2. ทำความสะอาดได้รวดเร็ว ประหยัดเวลาและแรง 3. ไม่ก่อให้เกิดรอยขนแมว และคราบน้ำ 4. ทนทาน ปลอดจากเชื้อราและแบคทีเรีย วิธีการเก็บรักษา ก่อนนำมาใช้ให้นำผ้าชามัวร์จุ่มน้ำเปล่า แล้วบิดให้หมาด จึงจะนำไปเช็ดสิ่งสกปรกต่างๆ ได้ โดยที่ผ้าต้องไม่แข็ง หลังจากใช้งานแล้ว ควรซักผ้าชามัวร์ด้วยน้ำสะอาด หรือหากมีคราบสกปรกมากก็ซักล้างด้วยแชมพูล้างรถหรือสบู่ก็ได้ ไม่ควรซักด้วยผงซักฟอกเด็ดขาด แล้วบิดน้ำให้หมาดและเก็บใส่กล่องทันที ห้ามทิ้งไว้ข้างนอก เพื่อให้ความชื้นช่วยรักษาสภาพของผ้าเอาไว้ให้พร้อมใช้เสมอ

มารยาทเมื่อขับรถผ่านจุดน้ำขัง

มารยาทในการขับขี่ที่พึงปฏิบัติมาฝาก ดังนี้ 1. ระมัดระวังจุดที่มีน้ำท่วมขังที่อยู่ใกล้ทางเดินเท้า ควรใช้ความเร็วต่ำและระวังไม่ให้น้ำสาดกระเซ็นไปโดนคนบนทางเท้า หรือมอเตอร์ไซค์คันอื่นๆ 2. เมื่อต้องขับรถสวนกัน ควรชะลอความเร็ว เพื่อความปลอดภัย และป้องกันไม่ให้ระลอกคลื่นเข้าปะทะด้านหน้าจนอาจทำให้เครื่องยนต์ดับ 3. ขับทิ้งระยะจากรถคันหน้าพอสมควร ควรทิ้งระยะห่างจากการขับในสภาพปกติ อีก 10-15 เมตร

สาเหตุที่สำคัญที่ทำให้หม้อน้ำแห้ง

สาเหตุที่สำคัญที่ทำให้หม้อน้ำแห้ง อุณหภูมิปกติของน้ำหล่อเย็นนั้นจะอยู่ที่ 85 – 100 องศาเซลเซียสเท่านั้น ดังนั้นเข็มวัดอุณหภูมิความร้อนควรอยู่ที่กึ่งกลาง อาจจะขึ้นไปได้เล็กน้อย แต่อย่าให้แตะสีแดงเด็ดขาด สาเหตุที่ทำให้เครื่องยนต์เกิดอาการ โอเวอร์ฮีท มักมีหลายสาเหตุไม่ว่าจะเป็น ฝาปิดหม้อน้ำเสื่อมสภาพ หรือปิดไม่สนิท , หม้อน้ำเกิดการรั่วซึมในระบบหล่อเย็น ส่งผลให้มีน้ำไม่เพียงพอต่อการระบายความร้อน , ปั๊มน้ำเสีย , สายพานขับปั๊มน้ำขาด , วาล์วน้ำไม่เปิด หรือท่อทางเดินน้ำบี้แบน-อุดตัน ทำให้น้ำไม่หมุนเวียน , พัดลมระบายความร้อนไม่ทำงาน หรือทำงานผิดปกติ และรังผึ้งหม้อน้ำมีสิ่งสกปรกอุดตัน ทำให้ระบายความร้อนไม่สะดวก แล้วเมื่อหม้อน้ำแห้งหรือ เครื่องฮีท ต้องทำอย่างไร ? 1. ดับเครื่องยนต์อย่างด่วน เพื่อให้ระบบได้พักการทำงาน จากนั้นรีบเปิดฝากระโปรงรถเพื่อช่วยระบายความร้อน แน่นอนว่าหากคันไหนอุณหภูมิสูงมากๆ 2. ห้ามใช้น้ำราดบริเวณเครื่องยนต์เพื่อช่วยดับร้อนเด็ดขาด เพราะเหล็กที่ร้อนมากๆหากเจอน้ำเย็น ก็หดตัวจนแตกมานักต่อนักแล้วนะครับ หากมีไอน้ำพุ่งออกมา หรือไม่พุ่งก็ตาม อย่าเพิ่งเปิดฝาหม้อน้ำโดยทันทีนะครับ เพราะแรงดันจากความร้อนที่สูงจะพุ่งมาลวกเพื่อนๆทันทีเลยครับ ให้นั่งรอชิวๆประมาน 15 – 20 นาทีครับ 3. หลังจาก 15 – 20 นาที เครื่องยนต์คลายความร้อนเป็นที่เรียบร้อย จึงค่อยๆเปิดฝาออกทีละนิดนะครับเพื่อให้มันค่อยๆคลายความดันออกมา ในการเปิดควรหาผ้าหนาๆมารองไว้ หากไม่มีผ้ายางในรถก็ใช้ได้ครับ 4. ทำการตรวจสอบหม้อน้ำทันที หากพบว่าน้ำในหม้อน้ำเหลือปริมาณน้อย ก็ค่อยเติมลงไป หลังจากที่เครื่องยนต์ดับครั้งแรก 30 นาทีนะครับ เพราะหากเติมเลยโลหะจะหดตัวอย่างที่บอกในข้างต้น การเติมน้ำควรเติมแค่ครั้งละ ครึ่งลิตรเท่านั้น และเว้นห่างกันประมาณ 3 นาทีในแต่ละครั้ง เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้ฝาสูบแตกหรือโก่ง 5. สุดท้ายเมื่อเติมน้ำจนใกล้เต็มแล้วลองติดเครื่องดู เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนของน้ำ จากนั้นเติมต่อจนเต็ม และตรวจสอบรอยรั่ว หากไม่พบแล้วอุณหภูมิอยู่ในระดับปกติก็เดินทางต่อได้เลยครับ แต่ถ้ารั่วหรือพัดลมขัดข้อง หรือมีปัญหาอื่นๆในระบบ คราวนี้จะยากแล้วครับควรตามช่างผู้ชำนาญมาทำให้จะเหมาะสมกว่า

ทำไมต้องเปลี่ยนล้อแม็ก

ล้อแม็กช่วยอะไรได้บ้าง!! 1. ล้อแม็กช่วยประหยัดน้ำมันได้ เลือกล้อแม็กที่มีขนาดใหญ่ ช่วยประหยัดน้ำมันได้ ล้อแม็กเมื่อจับคู่กับยางคุณภาพ สามารถแบ่งเบาะภาระระบบช่วงล่าง ยืดอายุการใช้งานของระบบเครื่องยนต์ และลดแรงต้านในการหมุน ช่วยให้ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงอีกด้วย 2. สมรรถนะในการขับขี่ที่ดีขึ้น อุ่นใจกว่า การเลือกล้อแม็กและยางที่มีหน้ากว้าง ช่วยให้สมรรถนะการทรงตัวที่ดีเยี่ยม เพิ่มการยึดเกาะได้ดีกว่าเดิมช่วยให้ระบบช่วงล่างตอบสนองได้ดีในทุกช่วงความเร็ว มั่นใจปลอดภัยต่อการเข้าโค้งมากขึ้น ยางมีแรงเสียดทานกับถนนที่มากขึ้น ช่วยให้เบรคมีระยะที่สั้นลง ลดการเกิดอุบัติเหตุได้อีกทาง 3. ช่วยรับแรงกระแทก การขับขี่นุ่มนวลยิ่งขึ้น เช็คช่วยรับกระแทก เพิ่มการขับขี่นุ่มนวลยิ่งขึ้น เพราะการเพิ่มล้อแม็ก ก็เหมือนการสวมชุดเกราะของนักรบ ด้วยโครงที่แข็งแรงกว่า ในการรับบอดี้ระบบช่วงล่าง ทำให้ช่วยปกป้องแรงกระแทก ที่จะส่งไปยังห้องโดยสาร ช่วยให้การขับขี่นุ่มนวลมากยิ่งขึ้น เหมาะมากกับบ้านที่เดินทางพร้อมเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ 4. เสริมสง่าราศรีให้รถดูดียิ่งขึ้น ด้วยวัสดุแวววับ ลวดลายที่โฉบเฉี่ยว จนเป็นที่ประดับยนต์อันดับต้นๆ ที่หลายคนเลือกซื้อมันไม่ใช่สวยแบบธรรมดา แต่สวยแบบมีสไตล์ ช่วยเสริมสง่าราศีให้รถดูดียิ่งขึ้นสะท้อนรสนิยมแนวสปอร์ต แนวเรียบหรู ได้หมดตามใจชอบ

ท่านั่งขับรถที่ถูกต้อง

เริ่มจากการปรับเบาะนั่งให้ได้ระยะเหมาะสม ปรับตำแหน่งพวงมาลัย และปรับมุมกระจกมองข้าง-มองหลัง นั่งให้เข่าอยู่สูงกว่าตะโพกเล็กน้อย งอข้อศอกเล็กน้อย ปรับพนักพิงให้เอนเล็กน้อย การนั่งชิดพวงมาลัยเกินไป ไม่ว่าจะด้วยจุดประสงค์ เพื่อต้องการมองด้านหน้าสุดของฝากระโปรงหน้า เพราะกลัวจะกะระยะไม่ถูกก็ไม่ควรทำ ควรใช้วิธีกะระยะเอาเอง เพราะท่านั่งที่งอข้อศอกมากเกินไปทำให้การหมุนพวงมาลัยไม่คล่อง นอกจากนี้ หากเกิดอุบัติเหตุ แม้คุณจะคาดเข็มขัดนิรภัย ก็ยังเสี่ยงต่อการอัดเข้ากับพวงมาลัย เพราะเข็มขัดรั้งไว้ไม่ทัน ทั้งเสี่ยงต่อการปะทะกับถุงลมนิรภัยที่ยังพองตัวไม่เต็มที่ ซึ่งเท่ากับเป็นการโดนเสยกลับ อาจเป็นอันตรายถึงชีวิตทีเดียว การปรับเบาะและท่านั่งขับรถที่ถูกต้อง มีผลมากต่อความปลอดภัยในการขับรถ รวมถึงความปลอดภัยเมื่อเกิดการชนด้วย การปรับเบาะที่ถูกต้องทำได้ไม่ยาก แค่ใช้ฝ่าเท้า เน้นว่าฝ่าเท้า ไม่ใช่ปลายเท้า เหยียบแป้นคลัตช์ให้สุด หรือถ้าเป็นเกียร์ออโต้ก็ใช้ฝ่าเท้าเหยียบแป้นเบรก แล้วเลื่อนตัวเบาะนั่งให้เข่างอเล็กน้อย นั่นเป็นตำแหน่งของเบาะนั่งที่เหมาะสมบางคนชอบปรับเบาะให้เอนมากๆ แล้วชะโงกตัวโหนพวงมาลัย จนหลังมาสัมผัสกับพนักพิงเต็มที่ เช่นนี้ก็ทำให้สูญเสียความฉับไวและแม่นยำในการควบคุม รถยนต์ เมื่อจะมองกระจกมองข้างและกระจกส่องหลังก็ต้องเบนแนว สายตามากขึ้น แถมยังทำให้เกิดความเมื่อยล้าเมื่อนั่งอย่างนี้นานๆ การปรับพนักพิงที่ถูกต้อง จะต้องไม่เอนหรือตั้งเกินไป ถ้าปรับพอดี จะเช็คได้โดย ใช้มือซ้ายจับพวงมาลัยในตำแหน่ง 9 นาฬิกา มือขวา 3 นาฬิกา แล้วข้อศอกต้องงอเล็กน้อย แต่แผ่นหลังต้องแนบกับพนักพิงตลอดเวลา ปรับเสร็จแล้วลองเลื่อนมือไปวางไว้บนสุดของวงพวงมาลั ย แถวๆ ข้อมือต้องแตะกับพวงมาลัยจึงจะถูกต้อง ถ้าวงพวงมาลัยอยู่เลยไปถึงกลางฝ่ามือหรือโคนนิ้ว แสดงว่าปรับพนักพิงเอนเกินไป ถ้าวงพวงมาลัยอยู่ชิดเลยข้อมือเข้ามาแสดงว่านั่งชิดเกินไป หมอนรองศีรษะก็สำคัญ ควรปรับให้พอดี โดยให้เอนศีรษะแล้วพิงช่วงกลางหมอนพอดี แต่ศีรษะไม่ต้องพยายามพิงหมอนเวลาขับ เพราะหมอนรองศีรษะมีไว้รองรับเมื่อเกิดการชนแล้วศีรษะจะได้สะบัดไปด้านหลังน้อย ไม่ใช่ไว้พิงตอนขับ เข็มขัดนิรภัย ถ้าปรับสูง-ต่ำได้ ก็ควรปรับต่อจากการปรับเบาะ จะได้พอดีกัน ที่ถูกต้องสายเข็มขัดนิรภัยต้องพาดจากไหปลาร้าเฉียงลงมาที่สะโพก ส่วนด้านล่างก็พาดอยู่แถวกระดูกเชิงกราน อย่าให้สายพาดคอ หรือห้อยเลยหัวไหล่ลงไป พวงมาลัย ของรถรุ่นใหม่ๆ มักปรับสูงต่ำได้ ก็ควรปรับให้พอดี คือ ไม่สูงเกินไปเพราะจะเมื่อยเมื่อขับนานๆ และไม่ต่ำเกินไปจนติดต้นขา กระจกมองข้างและกระจกมองหลังเปรียบเสมือนตาหลังของคน ขับ กระจกมองข้างควรปรับไม่ก้มหรือเงยเกินไป และปรับให้เห็นด้านข้างของตัวรถเรานิดๆ อย่าให้เห็นแต่ทางด้านหลังล้วนๆ ส่วนกระจกมองหลังก็ปรับให้เห็นด้านหลังเป็นมุมกว้างที่สุด ไม่ใช่ปรับไว้ส่องหน้าตัวเองแบบที่หลายคนทำกัน ทั้งหมดที่แนะนำต้องปรับตอนรถจอดนิ่งในที่ปลอดภัย อย่าปรับตอนขับรถหรือจอดบนถนน อันตราย ถุงลมนิรภัย หรือแอร์แบ็ก ซึ่งรถรุ่นใหม่ๆ มักมีมาให้อย่างน้อย 1 ใบในฝั่งผู้ขับ ถุงลมนิรภัยจะพองตัวขึ้นเองเมื่อเกิดอุบัติเหตุ มีไว้รองรับร่างกายส่วนบนเมื่อเกิดอุบัติเหตุ ไม่ให้ปะทะกับพวงมาลัยหรือแผงหน้าปัดโดยตรง ช่วยลดความบาดเจ็บได้ แต่ก็ต้องมีการใช้งานที่ถูกต้องด้วย สิ่งสำคัญในการขับรถที่มีถุงลมฯ คือ ต้องปรับเบาะและพนักพิงให้เหมาะสม อย่าให้ชิดเข้ามามากเกินไป คาดเข็มขัดนิรภัยทุกครั้ง และจับพวงมาลัยให้ถูกตำแหน่ง ถ้าปรับเบาะชิดไป และไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ร่างกายส่วนบนอาจปะทะกับถุงลมฯ ผิดจังหวะ คือ ปะทะตอนถุงลมยังพองตัวไม่สุด ร่างกายพุ่งไปด้านหน้าแล้วเจอกับถุงลมฯ ที่พุ่งสวนออกมา กลายเป็น 2 แรงบวกเจ็บหนักแน่ การจับพวงมาลัย ก็เกี่ยวข้องกับถุงลมฯ เพราะถ้าจับไม่ถูกตำแหน่งแขนอาจไปขวางทางการพองตัวขอ งถุงลมฯ ทำให้ถุงลมฯ ไม่ได้ทำงานตามที่ออกแบบมา ส่วนรถที่มีถุงลมฯ ฝั่งข้างคนขับก็ต้องเพิ่มความระมัดระวังไม่วางของขวา งทางถุงลมฯ และอ่านคำเตือนเรื่องถุงลมฯ ในคู่มือประจำรถอย่างละเอียดก่อนใช้งานด้วย ถุงลมนิรภัยจะช่วยลดความบาดเจ็บได้ก็ต่อเมื่อมีการใช ้งานอย่างถูกวิธี จำง่ายๆ ว่า อย่านั่งชิดเกินไป และต้องคาดเข็มขัดนิรภัยตลอดการขับรถ ไม่งั้นอาจกลายเป็นถุงลมมหาภัยได้ ตำแหน่งการจับพวงมาลัยที่ถูกต้อง จริงๆ แล้วอยากจะบอกว่า คนไทยมีการจับพวงมาลัยผิดตำแหน่งกันมากกว่าครึ่ง แต่ก็ไม่ได้สำรวจอย่างจริงจัง แค่ลองนั่งริมถนนคอยดูคนขับรถผ่านไปเท่านั้น 3 สาเหตุที่ทำให้หลายคนปฏิบัติกันผิดๆ ก็คือ เน้นความสบายของตนเองเป็นหลัก จับพวงมาลัยตามใจชอบ ก็ไม่เห็นจะเกิดอุบัติเหตุเลย ไม่มีใครบอกใครสอน ทั้งตอนหัดขับรถ หรือคนอื่นนั่งไปด้วย ตำแหน่งที่ถูกต้องของการจับพวงมาลัย เมื่อเปรียบเทียบกับหน้าปัดนาฬิกา เพราะเป็นวงกลมเหมือนกันน่าจะเข้าใจกันได้ง่าย มือซ้ายอยู่ในตำแหน่ง 9 นาฬิกา มือขวาอยู่ในตำแหน่ง 3 นาฬิกาส่วนตำแหน่ง 10 และ 2 นาฬิกา อนุโลมได้ แต่ไม่แนะนำ เพราะความแม่นยำในการบังคับควบคุมจะด้อยกว่าตำแหน่ง 9 และ 3 นาฬิกาซึ่งอยู่ครึ่งหรือช่วงกลางของวงพวงมาลัยพอดี การกำพวงมาลัยสำหรับการขับรถบนเส้นทางเรียบ ไม่ใช่วิบาก ควรใช้นิ้วโป้งเกี่ยวช่วยด้วยเสมอ กำแน่นพอประมาณ แต่ไม่หลวมเกินไป ควรจับพวงมาลัย 2 มือ ที่ตำแหน่ง 9 และ 3 นาฬิกาอยู่เสมอ (แต่ไม่ถึงกับเกาหรือปรับวิทยุไมได้) อย่าชะล่าใจเมื่อเห็นเส้นทางโล่งๆ หรือเดินทางไกล เพราะถนนเมืองไทยมีหลุมโดยไม่ได้คาดหมาย หรือมีอะไรให้หักหลบฉุกเฉินได้เสมอ และหลังเปลี่ยนเกียร์แล้ว อย่าวางมือคาไว้บนหัวเกียร์ ให้ยกมือขึ้นมาจับพวงมาลัยครบ 2 มือตามปกติ อ่านแล้วนอกจากจะนำไปปฏิบัติ (เหมือนว่าบางคนจะแก้ไขยาก เพราะเคยชิน แต่ถ้าตั้งใจก็ไม่ยาก) ก็ควรเผยแพร่ออกไปเท่าที่ทำได้ เพราะไม่ใช่เรื่องยากเลยกับการจับพวงมาลัยครบ 2 มือตามตำแหน่งที่บอก…

วิธีติดตั้งกล้องติดรถยนต์

หลาย ๆ ท่าน อาจจะยังไม่เคยใช้กล้องติดรถยนต์ ก็มีความกังวลเกี่ยวกับวิธีติดตั้งอยู่บ้าง เพราะบางท่านก็ไม่มั่นใจว่าจะติดตั้งกล้องเองได้หรือไม่ วิธีการติดตั้งกล้องติดรถยนต์ง่ายๆ ภายใน 3 ขั้นตอน 1. หลังจากซื้อกล้องมาแล้ว ให้นำ Micro SD Card เสียบเข้าตัวกล้อง หากท่านต้องการเช็คกล้องให้เปิดกล้อง และลองเล่นฟังก์ชันต่าง ๆ หากเปิดไม่ติดให้นำสาย USB ที่แถมมาในกล่องเสียบชาร์จไฟจากคอมพิวเตอร์เข้าตัวกล้อง หรือจะนำไปเสียบที่จุดบุหรี่ในรถ 2. เสียบกล้องเข้ากับแท่นยึดกระจก และนำแท่นยึดไปติดกับกระจกหน้ารถ เลือกตำแหน่งตามที่ต้องการ แนะนำติดกึ่งกลางกระจกด้านบน เพื่อให้ได้มุมภาพด้านหน้าทั้งคันและไม่บังสายตาขณะขับรถ 3. เสียบสายชาร์จเข้ากับตัวกล้อง และไล่สายชาร์จจากตัวกล้องสอดตามขอบยางรถยนต์ อาจใช้วัตถุที่มีแข็งและบาง เช่น บัตรประชาชน/บัตร ATM มาช่วยกดสายเข้าขอบยาง หลังจากเก็บสายแล้วให้นำหัวชาร์จมาเสียบเข้ากับที่จุดบุหรี่ เมื่อท่านสตาร์ทรถกล้องจะเปิดและเริ่มบันทึกอัตโนมัติ

10 สัญญาณเตือนภัย

คนใช้รถทุกวันนี้ บางคนอาจจะแค่ขับไปทำงานแล้วกลับบ้าน บางคนก็ขับไปไกลๆถึงต่างจังหวัด มีหลายคนที่ขับอย่างเดียว โดยที่ไม่สนใจหรือเอาใจใส่รถของตัวเองว่ามีสิ่งผิดปก ติอะไรบ้าง ทั้งที่รถทุกคันควรได้รับการดูแลและตรวจเช็คก่อนออกเดินทางทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยในชีวิต วิธีตรวจเช็ครถของคุณเบื้องต้น กับ 10 สัญญาณเตือน 1. สัญญาณเตือน เราสามารถรับสัญญาณบอกอาการผิดปกติของรถได้ โดยใช้ประสาททั้ง 5 คือ การเห็น การฟังเสียง การได้กลิ่น การจับต้องชิ้นส่วนนั้น ๆ และการลองขับดู ถ้าสังเกตพบสิ่งผิดปกติต่อไปนี้ ให้รีบทำการตรวจเช็คและซ่อมแซมโดยเร็ว ก่อนที่จะเกิดความเสียหายต่อไปยังอุปกรณ์อื่น ๆ มากขึ้นกว่าเดิม 2. เครื่องยนต์ เครื่องยนต์คือหัวใจของรถ ถ้าเครื่องยนต์มีอาการดังนี้ – เครื่องร้อนจัดเกินไป ขับไปได้ไม่เท่าไร ความร้อนก็ขึ้นสูงเสียแล้ว – เครื่องเย็นเกินไป แม้จะขับมาระยะทางไกลพอสมควรแล้ว เข็มวัดอุณหภูมิยังไม่กระดิก – มีเสียงดังผิดปกติจากเครื่องยนต์ ควรนำเข้าตรวจสภาพที่ศูนย์บริการเฉพาะยี่ห้อ 3. ยาง การสึกหรอของดอกยางแบบต่าง ๆ บอกเราได้ว่ายางผิดปกติไปอย่างไร – ดอกยางตรงกลางล้อ สึกหรอมากกว่าขอบ แสดงว่าเติมลมแข็งเกินไป – ดอกยางขอบล้อสึกหรอมากกว่าตรงกลาง แสดงว่าเติมลมอ่อนเกินไป – ดอกยางสึกหรอข้างใดข้างหนึ่ง แสดงว่ามุมแนวตั้งของยางไม่ตรง – ดอกยางเป็นบั้ง ๆ แสดงว่าแนวของยางไม่ขนานกับแนวเคลื่อนที่ของรถ นำรถเข้าอู่เพื่อตั้งศูนย์ล้อ หรือปรับแรงดันลมยางใหม่ 4. คลัตซ์ คลัตซ์ที่มีปัญหา จะทำให้ควบคุมเกียร์ไม่ได้ อย่าละเลยอาการเหล่านี้ – คลัตซ์ลื่น หรือเข้าคลัตซ์ไม่สนิท หรือเหยียบแป้นคลัตซ์แล้ว แต่ยังเข้าเกียร์ได้ยาก – คลัตซ์มีเสียงดัง เมื่อเหยียบแป้นคลัตซ์ – แป้นคลัตซ์สั่นขึ้น ๆ ลง ๆ ขณะกำลังขับ ควรนำรถเข้าอู่ซ่อมช่วงล่าง หรือศูนย์บริการเฉพาะยี่ห้อ 5. เกียร์ เกียร์จะทำหน้าที่เปลี่ยนแรงบิดของเครื่องยนต์ให้เหม าะสมกับความเร็ว สัญญาณบอกเหตุว่าเกียร์มีปัญหาคือ – มีเสียงดังทั้งในขณะอยู่ที่เกียร์ว่าง หรือเข้าเกียร์ใดเกียร์หนึ่งอยู่ – เปลี่ยนเกียร์ยาก มีอาการติดขัด หรือต้องขยับอยู่นาน – มีเสียงดังขณะเข้าเกียร์ ทั้ง ๆที่เหยียบคลัตซ์แล้ว – ห้องเกียร์มีน้ำมันหล่อลื่นไหลออกมา ควรนำรถเข้าอู่ตรวจสอบห้องเกียร์ 6. พวงมาลัย พวงมาลัยที่มีปัญหาเหล่านี้ จะทำให้อุปกรณ์อื่น ๆ เช่น ยางเฟืองท้าย ชำรุดตามไปด้วย – พวงมาลัยหนัก หรือต้องใช้แรงมากผิดปกติในการบังคับเลี้ยว – พวงมาลัยหลวมเกินไป โดยมีระยะฟรีเกิน 1 นิ้ว – พวงมาลัยสั่นในขณะขับ ควรนำเข้าศูนย์บริการเฉพาะยี่ห้อ 7. เบรก ถ้าพบว่าเบรกมีอาการผิดปกติ ต้องรีบแก้ไขทันที เพราะเบรกชำรุด นำมาซึ่งอุบัติภัยได้ง่ายที่สุด – เบรกลื่น หยุดรถไม่อยู่ แม้จะไม่ได้ลุยน้ำ – เบรกแล้วรถปัดไปข้างใดข้างหนึ่ง – แป้นเบรกยังจมลึกลงไปทั้ง ๆ ที่ถอนเท้าออกมาแล้ว ควรนำรถเข้าอู่ซ่อมเบรกทันที 8. ไฟชาร์จ ไฟชาร์จ ควรจะปรากฏขึ้นที่แผงหน้าปัดทุกครั้งที่เราสตาร์ทเครื่อง และเมื่อสตาร์ทติดแล้ว ครู่หนึ่งก็จะดับลง แต่ถ้าไฟชาร์จไม่สว่าง หรือสว่างแล้วไม่ยอมดับ อาจเกิดจากไดชาร์จผิดปกติหรือสาเหตุอื่น ๆ ก็ได้ ที่แน่ ๆ คือไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ รีบนำรถเข้าอู่ไดชาร์จหรือระบบไฟ 9. หลอดไฟ หลอดไฟขาดบ่อย ๆ หรือต้องเติมน้ำกลั่นในหม้อแบตเตอรี่บ่อยเกินไป แสดงว่าอุปกรณ์ที่เราเรียกว่า “เรกูเลเตอร์” ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมกระแสไฟให้เหมาะสมชำรุด ควรนำรถเข้าอู่ระบบไฟ เพื่อซ่อมเรกูเลเตอร์ หรือหากชำรุดก็อาจจะต้องเปลี่ยนใหม่ 10. น้ำมันหล่อลื่น ถ้าสัญญาณไฟเตือนระบบน้ำมันหล่อลื่นสว่างขึ้นในขณะขับขี่รถยนต์ หมายถึงว่าเครื่องยนต์กำลังทำงานโดยปราศจากน้ำมันหล่ อลื่น รีบนำรถไปยังอู่ที่ใกล้ที่สุดทันที

เข็มขัดนิรภัยในรถยนต์

เข็มขัดนิรภัย ได้ถูกนำมาใช้ครั้งในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันนักบินตกหล่นลงมาจากเครื่องบินในขณะบิน เพื่อทำการต่อสู้ทางอากาศ ซึ่งมีการบินโฉบเฉี่ยวไปมา รวมทั้งพลิกลำตัวเครื่องบิน และด้วยความปลอดภัยนี้เอง เข็มขัดนิรภัย จึงถูกพัฒนามาเป็นเข็มขัดนิรภัยในรถยนต์ ปัจจุบันเข็มขัดนิรภัยในรถยนต์มี 3 ประเภท คือ ประเภทที่ 1 เป็นเข็มขัดนิรภัยแบบยึด 4 จุด มีลักษณะเป็นสายเข็มขัดที่ยึดติกับบริเวณของพื้นรถ 2 จุด เพื่อคาดบริเวณตักและอีก 2 จุด ยึดจากโรลบาร์ผ่านเบาะนั่งคนขับ มาบรรจบกับ 2 จุดแรก เข็มขัดนิรภัยแบบนี้นิยมใช้ในรถแข่ง เพราะให้ความปลอดภัยแก่นักแข่งรถสูงสุด ประเภทที่ 2 เป็นเข็มขัดนิรภัยแบบยึด 3 จุด มีลักษณะเป็นสายเข็มขัดที่ยึดจากเสากลางหนึ่งจุด และยึดจากพื้นรถอีก 2 จุด เมื่อคาดเข็มขัดนิรภัยสายเส้นหนึ่ง จะคาดผ่านบริเวณไหล่ของคนนั่ง ส่วนอีกเส้นหนึ่งจะคาดผ่านบริเวณตัก ซึ่งเข็มขัดนิรภัยแบบยึด 3 จุดนี้นิยมใช้ในรถยนต์ทั่วไป โดยติดตั้งที่เบาะนั่งสำหรับผู้ขับขี่และผู้โดยสารตอนหน้า ประเภทที่ 3 เป็นเข็มขัดนิรภัยแบบยึด 2 จุด มีลักษณะเป็นสายเข็มขัดที่ยึดจากพื้นรถด้านหนึ่ง ไปอีกด้านหนึ่ง โดยคาดผ่านบริเวณตัก เข็มขัดนิรภัยแบบยึด 2 จุด มักจะใช้กับ ที่นั่งผู้โดยสาร ตอนหลัง แต่รถยนต์รุ่นใหม่บางรุ่นได้มีการเปลี่ยนเข็มขัดนิรภัยสำหรับผู้โดยสารที่นั่งตอนหลัง จาก 2 จุด เป็น 3 จุด ทั้งนี้เพื่อให้ผู้โดยสารที่นั่งตอนหลังมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น

ไม่ต่อ พ.ร.บ. รถ ได้หรือไม่?..

พ.ร.บ.รถยนต์ มีความสำคัญและจำเป็นต่อผู้ขับขี่รถยนต์เป็นอย่างมาก เพราะถือเป็นการทำประกันรถยนต์ภาคบังคับที่ให้ความคุ้มครองต่อผู้ประสบภัยจากรถ ซึ่งพ.ร.บ.รถยนต์ จะมีอายุความคุ้มครองเพียง 1 ปี เมื่อหมดอายุ จะต้องทำการต่อพ.ร.บ.รถยนต์ 1. รถยนต์ที่ไม่มี พ.ร.บ.รถยนต์ หรือ พ.ร.บ.หมดอายุ แล้วนำมาใช้งานบนท้องถนน ถือเป็นการทำผิดกฎหมาย หากเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจพบ จะมีโทษปรับเป็นเงินไม่เกิน 10,000 บาท 2. รถยนต์ที่ไม่มี พ.ร.บ. จะไม่สามารถต่อทะเบียนรถยนต์ หรือ ต่อภาษีรถยนต์ได้ เพราะต้องใช้เอกสารกรมธรรม์ พ.ร.บ. ในการยื่นต่อภาษีรถยนต์ 3. เมื่อไม่สามารถต่อภาษีได้แล้ว หากปล่อยให้ภาษีรถยนต์ขาดเกิน 3 ปี จะทำให้ทะเบียนรถยนต์ถูกระงับทั้งนี้ ต้องเสียค่าปรับในการชำระภาษีรถยนต์ย้อนหลังเดือนละ 1% 4. หากเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ ผู้ประสบภัยในรถยนต์คันที่ไม่มี พ.ร.บ.รถยนต์ จะไม่ได้รับความคุ้มครองจาก พ.ร.บ.รถยนต์ (เว้นแต่เป็นฝ่ายถูก จะสามารถเรียกร้องค่าเสียหายเบื้องต้นจาก พ.ร.บ.รถยนต์ ของคู่กรณีที่เป็นฝ่ายผิดได้)